ดูช้างให้ดูที่หาง ดูอาการป่วยให้ดูที่ "ลิ้น!"

Posted on 2017-03-02

ดูช้างให้ดูที่หาง ดูอาการป่วยให้ดูที่

เวลาไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาล หรือคลินิค เพื่อนๆหลายคนคงสงสัยใช่ไหมล่ะคะว่าทำไมคุณหมอต้องให้เราแล่บลิ้น นั่นก็เพราะว่าลักษณะของลิ้นคนเราสามารถบอกได้ว่าเราป่วยอยู่หรือไม่

หลายครั้งที่เราสามารถรับรู้ได้ว่าเรากำลังป่วยอยู่เพราะมีอาการปวด คัน มีตุ่ม หรือมีกลิ่น แต่นอกเหนือจากอาการที่กล่าวมา ใครจะรู้บ้างว่า "ลิ้น" ของเราก็สามารถเป็นตัวบอกอาการได้เช่นเดียวกัน!! วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับการสังเกตอาการเจ็บป่วยจากลิ้นมาฝากสาวๆกันค่ะ ถ้าอยากรู้แล้ว เลื่อนลงไปดูได้เลย!!

 

1. ลิ้นนุ่มลื่น มีสีซีด

ปกติแล้วลิ้นจะต้องมีปุ่มนิดหน่อย แต่ถ้าลิ้นของสาวๆนุ่มลื่น นั่นอาจจะแปลว่าสาวๆขาดวิตามินบี 12 หรือขาดธาตุเหล็ก

 

2. ลิ้นมีสีดำ เนื้อสัมผัสสากๆ

 

ที่ลิ้นมีสีดำแบบนี้ก็เพราะว่าลิ้นของสาวๆได้สะสมสารคัดหลั่งเอาไว้บริเวณพื้นผิวจนเปลี่ยนสีเป็นสีดำ สาเหตุเบื้องต้นก็คือเรื่องของความสะอาดในช่องปากค่ะ ซึ่งถ้าไม่ระมัดระวังล่ะก็ อาจจะทำให้มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคเบาหวาน หรือมีผลต่อโรคหัวใจเลยนะ!!

 

3. ลิ้นบวมเป่ง

ถ้าลิ้นของสาวๆดูมีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น นั่นแปลว่าสาวๆมีปัญหาที่ต่อมไทรอยด์ค่ะ เพราะต่อมไทรอยด์ของสาวๆไม่สามารถผลิตฮอร์โมนที่เพียงพอออกมาได้ จนทำให้ระบบการเผาผลาญลดลง และพลังงานร่างกายน้อยลง

 

4. ลิ้นมีรอยแยก

 

หากสาวๆสังเกตได้ว่าลิ้นของสาวๆมีร่องหรือรอยแตกไม่ว่าจะเป็นด้านข้างหรือบนพื้นผิวลิ้น นั่นอาจจะแปลว่าสาวๆมีกำลังเจอปัญหาความผิดปกติของภูมิคุ้มกันค่ะ

 

5. ลิ้นมีสีขาว

ลิ้นสีขาวอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อราในช่องปาก ซึ่งบอกได้ว่าระดับแบคทีเรียธรรมชาติในช่องปากเริ่มผิดปกติแล้วค่ะ

 

6. ลิ้นมีแผลเปื่อยเป็นประจำ

 

สาเหตุการเกิดแผลเปื่อยอันสุดแสนจะเจ็บปวดบนลิ้นที่แท้จริงนั้นยังคงน่าสงสัยอยู่ แต่แพทย์เชื่อว่าสาเหตุนั้นน่าจะมาจากความเครียด การทานอาหารที่มีรสเผ็ดร้อน อาการไข้หวัด หรือระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักจนเกินไป ทางแก้ไขก็คือสาวๆควรทานอาหารที่อ่อนโยน ไม่กระตุ้นความแสบร้อนให้กับลิ้นที่เจ็บปวดอยู่

 

        อาการเจ็บป่วยนั้นสามารถแสดงออกไม่ทางใดก็ทางหนึ่งทั้งนั้น ถ้าสาวๆคนไหนรู้สึกเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่าลืมสังเกตลิ้นของตัวเองกันด้วยนะคะ เผื่อว่าจะได้รับเบาะแสอาการเจ็บป่วยของตนเองกันด้วย!!

 

ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจาก

ขอขอบคุณที่มา  http://www.tnews.co.th/