ผลวิจัยชี้ “ชาเขียว” เครื่องดื่มประจำตัวคนไทย !

Posted on 2017-03-04

ผลวิจัยชี้ “ชาเขียว” เครื่องดื่มประจำตัวคนไทย !

การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่ขาดไม่ได้ ในการทำตลาดให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งในยุคที่สื่อออนไลน์ และโซเชียล มีเดียมีอิทธิพลสูงต่อการรับรู้ของผู้บริโภคยุคนี้ บริษัทวิจัยการตลาดจึงคิดค้น “เครื่องมือ”ในการวิจัยใหม่ๆ ออกมาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมในยุคนี้

งานวิจัยล่าสุดของ บริษัท อินเทจ ให้ความสำคัญที่สมาร์ทโฟน เป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิต ขาดไม่ได้เลย ขณะเดียวกันสมาธิก็สั้นลงทุกวันเหลือแค่ 8 วินาทีต่อความสนใจ 1 เรื่องเท่านั้น ดังนั้นการสื่อสารการตลาดควรต้องเข้าถึงผู้บริโภคได้ทันที หรือ ทีเรียกว่า “NowMoment” 

อินเทจได้ออกเครื่องมือวิจัยตลาดล่าสุด ที่เรียกว่า MyReco Solutions ในการศึกษาพพฤติกรรมผู้บริโภคในแบบ “เรียลไทม์ ดาต้า” เน้นตอบโจทย์เรื่องการบริโภค ณ.เวลานั้นทันที และที่สำคัญ ผู้บริโภคต้องเป็นคนกำหนดเองว่าเขาต้องการอะไร

โดยได้หยิบยกการวิจัยเรื่อง “ความต้องการหลักที่ผู้บริโภคต้องการจากน้ำดื่มที่เลือกซื้อในแต่ละวัน”  พบว่า”ชาเขียว” เป็นน้ำดื่มประจำตัวของคนไทยทุกวัย  ดื่มเพื่อความสดชื่นเท่านั้น  รองลงมาเครื่อง “เครื่องดื่มอัดลม”  น้ำเปล่าอันดับ 3 น้ำผลไม้อันดับ 4 กาแฟ อันดับ5 นมอันดับ6 ฟังก์ชันแนลดริงก์ อันดับ 7 นมถั่วเหลือง อันดับ 8

 

 

 

กาแฟนั้นเอาชนะชาเขียวได้เฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น ช่วงเวลาที่เหลือผู้บริโภคเลือกดื่ม ชาเขียวตลอด

 

 

 

แถมกาแฟที่ครองความนิยม กลับเป็นกาแฟนไร้แบรนด์มาเป็นอันดับ 1

 

 

 

สถานที่ซื้อสินค้า ผู้บริโภคเป็นคนกำหนด โดยร้านสะดวกซื้อ ยังตอบโจทย์ควมต้องการได้สูงสุด โดยเฉพาะช่วงดึกดื่น เที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้า แต่ “ร้านโชวห่วย”ยังไม่ตาย ยังเป็นแหล่งซื้อสำคัญ แม้แต่ในกรุงเทพฯ 

 

 

 

สื่อโฆษณาในร้านค้ายังคงมีพลังในการสร้างเสริมความสัมพันธ์กับแบรนด์

ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเครืองเช่นนี้ ผู้บริโภคจะตัดสินใจง่ายขึ้นถ้ามีโปรโมชั่นลดราคา และโปรโมชั่นแจกสินค้ามีมูลค่ามหาศาล เช่น โปรโมชั่นแจกรถของ อิชิตัน และโออิชิ  สร้างโอกาสใหม่ๆในการดื่มในปัจจุบัน เพราะ เมื่อโปรโมชั่นเด่น ก็ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ

ดังนั้น การทำตลาดยุคนี้ ต้องทำให้สอดคล้องกับผู้บริโภคที่ไม่ได้รอบริโภคสินค้าที่แบรนด์ผลิตออกมาเท่านั้น แต่ต้องการมีส่วนร่วมในแบรนด์ และสินค้าตลอดเวลา

 

ที่มา : บริษัทอินเทจ ประเทศไทย

ขอขอบคุณที่มา  http://www.positioningmag.com/