4 ข้อชวนรู้ เพื่อไม่ให้คุณ แค่บ้วนแล้วทิ้ง

Posted on 2017-05-02

4 ข้อชวนรู้ เพื่อไม่ให้คุณ แค่บ้วนแล้วทิ้ง

เป็นที่ทราบกันดีว่า แปรงฟันเพียงอย่างเดียว ไม่อาจดูแลช่องปากได้ครบถ้วน เนื่องจากผิวฟันเป็นเพียง 25% ของพื้นผิวทั้งหมดในช่องปาก ฉะนั้น แบคทีเรียจึงยังอาศัยอยู่ทุกแห่งในปากของเรา ทั้งฟัน เหงือก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก พร้อมก่อตัวเป็นไบโอฟิล์มได้ทันที ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาช่องปากต่างๆ เช่น ฟันผุ กลิ่นปาก เหงือกอักเสบ รวมถึงโรคปริทันต์ที่รุนแรงด้วย 

การใช้น้ำยาบ้วนปาก ที่ผสมสารแอนตี้แบคทีเรียทุกครั้งหลังแปรงฟัน สามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ช่วยซอกซอนลดการสะสมคราบแบคทีเรีย แม้ในบริเวณที่การแปรงฟันอาจเข้าไม่ถึง แต่จะใช้อย่างไรให้เต็มประสิทธิภาพ... เรามาดูกันค่ะ

• ควรใช้น้ำยาบ้วนปากตอนไหน และใช้เป็นประจำทุกวันได้หรือไม่... ควรใช้น้ำยาบ้วนปากทุกครั้งหลังการแปรงฟันอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ที่สำคัญควรเลือกใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีน้ำมันสกัดธรรมชาติ เป็นสารออกฤทธิ์ในการลดการสะสมของแบคทีเรีย เพราะมีคุณสมบัติเป็น NON-IONIC ซึ่งไม่ทำปฏิกิริยากับสารบางชนิดในยาสีฟัน และไม่ทำให้เกิดการติดสีที่ผิวฟันเมื่อใช้เป็นประจำ และเพื่อความปลอดภัยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความไว้วางใจจาก ทันตแพทย์และผู้บริโภคทั่วโลก ยิ่งถ้ามีงานวิจัยทางวิชาการที่พิสูจน์ประสิทธิภาพได้ยิ่งดี 

• ควรผสมน้ำกับน้ำยาบ้วนปากหรือไม่... หากต้องการประสิทธิภาพเต็มที่ แนะนำให้บ้วนแบบไม่ผสมน้ำ การผสมน้ำอาจลดประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ สำหรับผู้เริ่มต้นใช้น้ำยาบ้วนปาก แนะนำให้บ้วนเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาการอมในครั้งต่อๆ ไป จนสามารถอมน้ำยาบ้วนปากได้ครบ 30 วินาที เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด 

• ความเย็นสดชื่นเฉพาะตัวของน้ำยาบ้วนปากบางชนิด เกิดจากอะไร และทำลายช่องปากหรือไม่... ความรู้สึกเย็นสดชื่นเฉพาะตัว ของน้ำยาบ้วนปากบางชนิด มาจากส่วนประกอบน้ำมันสกัดธรรมชาติ ซึ่งการผสมผสานของน้ำมันสกัดธรรมชาติ จะกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกร้อนเย็นในช่องปาก ให้ตอบสนองความรู้สึกมากกว่าปกติชั่วคราว ทำให้เกิดความรู้สึกผสมผสานระหว่างความรู้สึกเย็น (เหมือนการอมน้ำแข็ง) และความรู้สึกร้อน (เหมือนการรับประทานพริก) ซึ่งเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากการแสบร้อนจากการทำลายเนื้อเยื่อช่องปาก อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด ไม่ใช่การระคายเคืองเนื้อเยื่อ และไม่ได้ทำให้เกิดแผลในช่องปาก พิสูจน์ได้จาก เมื่อบ้วนปากแล้วความรู้สึกเหล่านั้นก็จะหายไป คงเหลือไว้แต่ความรู้สึกสะอาด สดชื่น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากน้ำยาบ้วนปากทั่วไปที่ไม่ได้มีส่วนประกอบน้ำมันสกัดธรรมชาติ 

• เลือกน้ำยาบ้วนปากอย่างคนรู้จริง... ลองพลิกฉลากดูว่า น้ำยาบ้วนปากนั้นมีสารออกฤทธิ์ประเภทไหน

คลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) เป็นน้ำยาบ้วนปากที่ทันตแพทย์ต้องเป็นผู้สั่งจ่าย เพื่อใช้ในช่วงเวลาเฉพาะเท่านั้น เช่น ให้ใช้หลังการผ่าตัดภายในช่องปาก เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อ น้ำยาบ้วนปากประเภทนี้ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือทันตแพทย์ ไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นประจำทุกวัน

น้ำมันสกัดธรรมชาติ (Essential Oils) เป็นสารออกฤทธิ์ ไม่มีประจุและมีโมเลกุลขนาดเล็ก จึงช่วยลดการเกิดสะสมของคราบไบโอฟิล์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในชั้นไบโอฟิล์มได้ลึกกว่าด้วยคุณสมบัติไม่มีประจุ จึงสามารถใช้ได้ทันทีหลังแปรงฟัน และไม่ก่อให้เกิดคราบสีที่ฟัน น้ำยาบ้วนปากที่ใช้น้ำมันสกัดธรรมชาติเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีรสชาติเฉพาะตัวเมื่อใช้ มีงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

เซทิลไพริดิเนียม คลอไรด์ (Cetylpyridinium Chloride หรือ CPC) เป็นสารออกฤทธิ์ที่มีประจุ ดังนั้นควรใช้หลังการแปรงฟันอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุดและไม่ควรรับประทานอาหารหรือน้ำทันทีหลังบ้วน เพราะอาจทำให้เกิดการติดสีของอาหารที่ฟันได้ สารในกลุ่มนี้ยังมีการวิจัยทางคลินิกถึงประสิทธิผลในการลดการสะสมของคราบไบโอฟิล์มไม่มากนัก

 

ขอขอบคุณที่มา  ไทยรัฐออนไลน์