วิจัยเผย ส่งแม่ทำงานนอกบ้านอาจได้ไม่คุ้มเสีย

Posted on 2017-08-08

วิจัยเผย ส่งแม่ทำงานนอกบ้านอาจได้ไม่คุ้มเสีย

       เป็นงานวิจัยดี ๆ จากอังกฤษเกี่ยวกับเทรนด์การสลับขั้วหน้าที่ของสามีและภรรยาในยุคใหม่ที่ฝ่ายภรรยาเริ่มมีรายได้มากกว่า ทำให้ต้องสละผ้ากันเปื้อนให้กับคุณพ่อ ลาออกมาดูแลลูก ๆ แทน ส่วนตนเองออกไปต่อสู้ฟาดฟัน หารายได้เข้าบ้าน โดยงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า "คุณแม่" ที่ตกอยู่ภายใต้เทรนด์ดังกล่าวราว 4 ใน 10 คน "รู้สึกผิด" ที่ตนเองไม่มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับลูก ๆ ดูแลลูกเท่าที่ควร แถมบางรายยังเหนื่อยหนักเป็นสองเท่า เมื่อพบว่า หลังเลิกงานกลับมาถึงที่บ้าน ก็ต้องมาทำงานบ้านต่ออีกคำรบหนึ่ง
       
       สำหรับการศึกษาในหัวข้อนี้ ได้สำรวจความคิดเห็นจากบรรดาคุณแม่ 1,200 คน ที่มีไลฟ์สไตล์ดังกล่าว ซึ่งผลของการสำรวจนั้นออกมาไม่ค่อยดีนักในแง่ของการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว เมื่อพบว่าคุณแม่กลุ่มนี้เริ่มรู้สึกว่าตนเองเหนื่อย และติดขัดกับการสลับบทบาทนี้เสียแล้ว โดยแม่ 1 ใน 5 ระบุว่า เหมือนกับว่าตนเองทำงานประจำสองแห่ง เพราะนอกจากจะทำงานนอกบ้านแล้ว เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ต้องทำหน้าที่แม่บ้าน ทำความสะอาด ทำอาหาร ฯลฯ อีกเหมือนเคย
       
       คุณแม่รายหนึ่งกล่าวกับทีมวิจัยว่า "บางครั้งฉันรู้สึกเหมือนต้องรับผิดชอบทุกอย่าง เมื่อกลับมาถึงบ้าน สามีก็พร้อมที่จะถอยฉากออกไป และคาดหวังว่าฉันจะกลับเข้าไปทำหน้าที่แม่บ้านต่อแทนเขาในทันที แม้เขาจะบอกว่า เขาก็ทำงานบ้านเหมือนกัน แต่มันก็แค่ครึ่งหนึ่งของงานเท่านั้น ฉันในฐานะภรรยายังถูกคาดหวังว่าจะต้องปรุงอาหาร ซักผ้า ล้างจานอยู่เช่นเคย"
       
       นอกจากนี้ คุณแม่ 1 ใน 3 ยังลงความเห็นว่า "การออกไปทำงานนอกบ้าน ทำให้เด็ก ๆ ติดพ่อมากกว่าแม่ มันทำให้ฉันรู้สึกเศร้ามาก แต่มันก็ช่วยไม่ได้"
       
       ปัจจุบัน ครอบครัวที่มีการสลับบทบาทระหว่างสามีภรรยานี้มีอยู่ในอังกฤษราว 1.4 ล้านครอบครัว โดยผู้เป็นสามีหันมาสวมบทพ่อบ้านคอยเลี้ยงลูกแบบเต็มเวลา หรือบางคนก็มีงานพาร์ทไทม์ทำ ขณะที่ภรรยาที่หาเงินได้มากกว่าเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวตัวหลัก
       
       จากการสำรวจของศูนย์สถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักรพบว่า จำนวนของแม่ที่ทำงานเต็มเวลาและมีลูกอายุไม่เกิน 6 ขวบนั้นมีถึง 2.25 ล้านคน ขณะที่ในปี 2003 มีเพียง 1.9 ล้านคนเท่านั้น
       
       ด้วยค่าใช้จ่ายในการจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลเด็กนั้นสูงมาก นั่นหมายความว่า ครอบครัวไม่มีทางเลือกมากนัก พวกเขาต้องตัดสินใจให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดลาออกจากงานเพื่อมาดูแลลูก ขณะที่ฝ่ายที่มีรายได้มากกว่าต้องออกไปทำงาน ซึ่งบังเอิญว่า ผู้หญิงยุคนี้มีเงินเดือนสูงกว่าสามีในช่วงอายุเดียวกัน จึงเป็นหน้าที่ของแม่ที่ต้องกลายเป็นฝ่ายหาเงินเข้าบ้านแทน
       
       อาจกล่าวได้ว่า การสลับหน้าที่ของสามีและภรรยาในครั้งนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว


       
       เรียบเรียงจากเดลิเมล

       ที่มา  http://www.manager.co.th/