"มองโลกแง่ดี" แนวคิดสำหรับคนสู้โรค

Posted on 2017-08-08

       หากครอบครัวของท่านผู้อ่านมีผู้ป่วยเรื้อรัง ต้องใช้เวลาในการรักษาตัวเป็นเวลานาน เช่น หลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิต อย่ามองข้ามข่าวนี้เชียวค่ะ เพราะมีการวิจัยพบว่า การดูแลให้ผู้ป่วยคิดในแง่บวกเอาไว้เสมอนั้น ช่วยให้การรักษาตัวมีความราบรื่นมากยิ่งขึ้น
       
       การวิจัยนี้ได้ทดสอบกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำนวน 756 ราย และเผยแพร่ในโลกออนไลน์ผ่าน The Archives of Internal Medicine  โดยแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่เกิดกับผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดสอบคิดในแง่บวกว่าสามารถช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ดียิ่งขึ้นได้
       
       ทีมวิจัยจากประเทศอังกฤษ นำโดย ดร.แมรี่ ชาร์ลสัน จาก Weill Cornell Medical College ได้ทดลองให้ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น ภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ "คิดในแง่บวก" ทุกครั้งที่ตื่นนอนตอนเช้า เช่น คิดถึงภาพความสวยงามของพระอาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้าในตอนเช้า ตลอดจนภาพเด็กเล็กสวมหมวก!
       
       ผลที่ได้ พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ให้คิดในแง่บวก และดึงภาพอดีตเกี่ยวกับความสำเร็จของตนเองมาใช้นั้นมีการออกกำลัง ขยับร่างกายมากกว่าถึง 55 เปอร์เซ็นต์ แถมยังพบว่า ผู้ป่วยที่คิดในแง่บวกนั้น มีการเดินเฉลี่ย 3.4 ไมล์ต่อสัปดาห์

       
       สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มความดันโลหิตสูง พบว่า การคิดในแง่บวกทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถทำตามแผนการรักษาได้มากถึง 42 เปอร์เซ็นต์
       
       ดร.แมรี่ ชาร์ลสัน เผยว่า ผู้ป่วยจะได้รับการกระตุ้นให้คิดถึงเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตที่ทำให้พวกเขารู้สึกดีเมื่อตื่นนอนในตอนเช้าของแต่ละวัน นอกจากนั้น หากผู้ป่วยพบอุปสรรคในแต่ละวัน ก็จะใช้วิธีให้ผู้ป่วยคิดถึงความสำเร็จต่าง ๆ ในชีวิต เช่น วันที่สำเร็จการศึกษา เพื่อให้ภาพความสำเร็จเหล่านั้น "ช่วย" ให้พวกเขาก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปได้
       
       "แนวทางที่เรียบง่ายนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีเครื่องมือชั้นดีในการเติมเต็มคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองว่า พวกเขาจะทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำเพื่อเรียกให้สุขภาพที่ดีหวนกลับคืนมา ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ฝนตก และทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกไม่อยากออกกำลังกาย การคิดในแง่บวกจะช่วยให้ผู้ป่วยก้าวข้ามอุปสรรคทางความคิด และยอมรับการออกกำลังกายได้ แม้อากาศจะไม่เป็นใจ"
       
       "การคิดในแง่บวกมีผลต่อผู้ป่วยอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยสามารถจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้สุขภาพของตนเองนั้นแข็งแรงขึ้น" หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวทิ้งท้าย
       
       เรียบเรียงจากเดลิเมล

       ที่มา  http://www.manager.co.th/