รู้เปล่า? ... "กาแฟเย็น" ตัวการทำอ้วน !!?

Posted on 2017-08-10

รู้เปล่า? ...

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า สำนักโภชนาการ กรมอนามัยได้ดำเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง สารอาหารในกาแฟเย็น วัตถุประสงค์เพื่อหาปริมาณสารอาหารหลักและน้ำตาลในกาแฟเย็น โดยเก็บตัวอย่างกาแฟ 3 สูตร คือ มอคค่า ลาเต้ และคาปูชิโน จากร้านขายกาแฟ 3 ประเภท คือ ร้านที่เป็นตราต่างชาติ ร้านที่เป็นตราของไทยและร้านเล็กๆ ทั่วไป มีขนาดบรรจุ 13-20 ออนซ์ หรือ 390-600 มิลลิลิตร ราคาต่อแก้ว 15-145 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและร้านที่ซื้อ จำนวนทั้งสิ้น 43 ตัวอย่าง จากนั้นนำกาแฟแต่ละตัวอย่างมาตวงหาปริมาณแต่ละแก้วแล้วนำรวมผสมเป็นเนื้อเดียวกันก่อนวิเคราะห์  

 

นพ.พรเทพกล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่าใน 1 แก้ว มีปริมาณพลังงาน 97-400 กิโลแคลอรี ไขมัน 0.4-22.1 กรัม โปรตีน 0.6-10.9 กรัม คารโบไฮเดรต 14.4-49.4 กรัม เป็นส่วนที่เป็นน้ำตาล 11-38 กรัม หรือประมาณ 3-10 ช้อนชา 

 

เมื่อแยกตามชนิดของสูตรกาแฟ พบว่าสูตรลาเต้ 1 แก้ว มีพลังงาน 109-288 กิโลแคลอรี น้ำตาลประมาณ 3-9 ช้อนชา คาปูชิโน 1 แก้ว มีพลังงาน 157-303 กิโลแคลอรี น้ำตาลประมาณ 6-9 ช้อนชา มอคค่า 1 แก้ว มีพลังงาน 159-400 กิโลแคลอรี และน้ำตาล ประมาณ 5-9 ช้อนชา 

 

ส่วนกาแฟสูตรอื่นๆ มีพลังงาน 97-317 กิโลแคลอรี และมีน้ำตาลประมาณ 5-9 ช้อนชา ทั้งนี้ ทุกตัวอย่างที่มีขนาดบรรจุ 20 ออนซ์ จะมีพลังงานมากกว่า 200 กิโลแคลอรีและมีน้ำตาลประมาณ 8-9 ช้อนชา 

 

นพ.พรเทพกล่าวอีกว่า ปกติกาแฟจะมีรสขม ในการดื่มจึงมีการเติมน้ำตาลและครีมเทียม โดยเฉพาะการเติมครีมเทียมที่เป็นไขมันทรานซ์เป็นไขมันไม่อิ่มตัว ทำให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ จึงไม่ควรเติมครีมเทียม หากต้องการเพิ่มความมันควรใส่นมสดแทน ส่วนน้ำตาลแต่ละคนควรได้รับน้ำตาลสูงสุด 2-3 ช้อนชาต่อวัน 

 

ขณะที่ในกาแฟ 1 แก้ว มีน้ำตาลเกินปริมาณที่ควรได้รับน้ำตาลในแต่ละวัน ซึ่งหากได้รับน้ำตาลมากเกินไปเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ดังนั้น ในการดื่มกาแฟไม่ควรใช้ครีมเทียม ไม่ควรเติมน้ำตาลในปริมาณมาก และควรดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อไม่ให้เกิดอาการขาดน้ำ เนื่องจากเมื่อดื่มกาแฟร่างกายจะมีการขับน้ำออกมา จึงมักจะเกิดอาการหิวน้ำ

 

 

ที่มา  มติชนออนไลน์