บริโภคนิยมครองโลก เพราะพ่อแม่แบบซูเนโอะเพิ่มจำนวน

Posted on 2017-10-03

บริโภคนิยมครองโลก เพราะพ่อแม่แบบซูเนโอะเพิ่มจำนวน

       หากใครเป็นแฟนประจำการ์ตูนชุดโดราเอมอน คงจำกันได้ดีกับภาพของโนบิตะที่มักจะเดินคอตก-ร้องไห้กลับบ้านเสมอๆ เพราะตนเองถูกกีดกันไม่ให้ร่วมวงเล่นของเล่น (มักจะเป็นชิ้นใหม่ล่าสุด) ของซูเนโอะ ขณะที่ ไจแอนท์ และ ชิซูกะ รวมถึงเพื่อนคนอื่นๆ กลับได้รับการยอมรับ และให้เล่นของเล่นนั้นได้ตามสบาย
       
       มาถึงปี พ.ศ.2555 สถานการณ์การใช้ “ของเล่น” เป็นตัวแบ่งแยกกลุ่มเพื่อนๆ ก็ยังเกิดกับเด็กๆ ทั่วโลกไม่เคยเปลี่ยน เพียงแต่ในยุคนี้ พ่อแม่เริ่มยอมจำนนต่อความต้องการของลูกๆ มากขึ้น และทำให้เด็กได้รับของขวัญที่มีราคาสูง เช่น ไอโฟน ไอแพด มาครอบครองกันมากขึ้นด้วย
       
       สำหรับต้นเหตุของการเป็น “พ่อแม่บุญทุ่ม” ของคนในยุคนี้มาจากสองปัจจัย หนึ่งคือความละอายแก่ใจที่ตนเองเอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาให้กับลูกๆ จึงต้องการชดเชยด้วยของขวัญราคาแพง หรือไอเท็มสุดฮิต ส่วนข้อสองนั้นเป็นเหตุผลที่น่าสงสารมากขึ้นไปอีก เพราะมาจากความเชื่อที่ว่า กลัวลูกไม่มีเพื่อน หรือก็คือเป็นพ่อแม่ที่ตกอยู่ในวังวนของลัทธิบริโภคนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และพบว่า สิ่งแวดล้อมรอบตัวลูก เช่น เพื่อนๆ ก็ตกเป็นทาสของกระแสวัตถุนิยมไปแล้ว ดังนั้นหากลูกของตนเองไม่มีไอเท็มรุ่นล่าสุดเหมือนเพื่อนๆ ที่โรงเรียน ก็เป็นไปได้ว่าลูกๆ จะถูกเพื่อนๆ เมิน ไม่คบหาสมาคมเหมือนเช่นที่เกิดกับโนบิตะด้วยนั่นเอง
       
       เทรซี่ เฟล็ตเชอร์ จาก Skipton Building Society ผู้ทำการสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้ เผยว่า “โดยธรรมชาติแล้ว คนเป็นพ่อแม่เป็นห่วงลูกตัวเองเสมอว่าจะได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนไหม และหากพ่อแม่รู้สึกว่าตนเองพอจะมีทางช่วยให้ลูกได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ได้ พวกเขาจะไม่รีรอเลยที่จะลงมือช่วย แต่น่าเสียดายที่ความช่วยเหลือจากพ่อแม่สุดท้ายแล้วไปจบที่การใช้เงินซื้อของใช้อินเทรนด์ หรือสินค้าแฟชั่นต่างๆ”
       
       กระแสวัตถุนิยมยังทำให้การเลี้ยงเด็กใน พ.ศ.นี้ ลำบากขึ้นอีกหลายเท่า เพราะในการสำรวจ เผยว่า ปัจจุบันการจะกระตุ้นให้เด็กทำการบ้าน หรือทำงานต่างๆ ที่ตนเองได้รับมอบหมายนั้น พ่อแม่อาจต้องเสียเงินหารางวัลมาหลอกล่อมากขึ้น บางครอบครัวอาจต้องเสียเงินประมาณปีละ 500 เหรียญสหรัฐฯเลยทีเดียว เปรียบเทียบกับสมัยที่พ่อแม่เป็นเด็กกลับพบว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั้นโดยไม่จำเป็นต้องมีของขวัญ หรือรางวัลมาล่อแต่อย่างใด
       
       การศึกษานี้เผยด้วยว่า พ่อแม่ของเด็กอายุ 5-9 ขวบ มีแนวโน้มว่า จะซื้อของเล่นยี่ห้อ Ben 10, Moshi Monsters, เลโก ส่วนถ้าเป็นเด็กอายุระหว่าง 10-12 ปีนั้น ก็จะขอของเล่นประเภท Xbox หรือเพลย์สเตชัน 3 และถ้าเป็นเด็กวัย 13-15 ปีนั้น สิ่งที่อยากได้จากพ่อแม่มักหนีไม่พ้น ไอโฟน ไอแพด โทรศัพท์มือถือ แอปส์ต่างๆ เป็นต้น
       
       พ่อแม่ราว 1 ใน 3 เผยด้วยว่า ไม่ต้องการปฏิเสธลูกๆ ที่มาร้องขอ “ของเล่นราคาแพง” เพราะไม่ต้องการให้ลูกถูกล้อเลียน หรือกลายเป็นคนที่เพื่อนไม่คบเพราะไม่มีของเล่นอินเทรนด์เหมือนๆ กัน อีกทั้งพ่อแม่ 6 ใน 10 ยอมรับว่า การที่ลูก ๆ ได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนเป็นพ่อแม่ และ 34 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่า พวกเขาตามใจลูกด้วยเหตุผลนั้น
       
       นอกจากนี้ พ่อแม่มากกว่าครึ่งยอมรับด้วยว่า ลูกๆ ของตนเองได้รับการตามใจมากกว่าสมัยที่ตนเองยังเด็ก โดยในยุคที่พ่อแม่ยังเด็กนั้น จะได้รับของขวัญก็ต่อเมื่อถึงเทศกาลต่างๆ หรือวันเกิดเท่านั้น และการสำรวจความคิดเห็นของพ่อแม่ ส่วนหนึ่งก็ยอมรับว่า การให้ลูกมีทีวีในห้องนอน มีเครื่องเล่นเกมแบบพกพา คอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กยุคใหม่ไปเสียแล้ว
       
       เทรซี่ เฟล็ตเชอร์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “เรากำลังอยู่ในยุควิกฤตทางการเงิน ยุคที่การสอนให้เด็กๆ เข้าใจถึงการใช้จ่ายเงินอย่างชาญฉลาดเป็นเรื่องสำคัญ และถ้าไม่สามารถเก็บออมได้ก็อาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาตามมาในอนาคต ดังนั้น แม้ว่าการปฏิเสธลูกจะเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่บางคน แต่ก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่พ่อแม่สามารถมอบให้กับเด็กว่า คนเราอาจไม่ได้ทุกอย่างที่ต้องการมาครอบครองเสมอไป"
       
       ความรักอาจไม่จำเป็นต้องแสดงออกในรูปของสิ่งของเสมอไปนะเด็กๆ


       
       อ้างอิงข้อมูลจากเดลิเมล

       ที่มา  http://www.manager.co.th