4 คำไทย เคล็ดลับฝึกธรรมะให้ลูก

Posted on 2017-10-12

4 คำไทย เคล็ดลับฝึกธรรมะให้ลูก

       ช่วงเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนจะได้ยินข่าวคราวเรื่องร้ายๆ เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนแทบรายวันกันเลยทีเดียว ซึ่งเกิดเป็นข้อกังขาและคำถามตัวโตๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย..!!!
       
       ปัญหาเรื่องความก้าวร้าวที่นับวัน ถี่ และรุนแรงมากขึ้น
       
       ปัญหาเรื่องวัยรุ่นยกพวกตีกัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็หนักหน่วงและบานปลายไปเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม ก็พิสดารมากขึ้นทุกที ล่าสุด พบข่าวช็อกสังคมประเภทวัยรุ่นเข้าม่านรูดเพื่อสวิงกิ้ง หรือแม้แต่ปัญหาบางปัญหาที่เราไม่คิดว่ามันน่าจะเกิดขึ้นด้วยฝีมือของเด็กหรือเยาวชน แต่ก็เกิดขึ้นจนได้…!!!
       
       แล้วผู้ใหญ่ในสังคมจะเพิกเฉย ปล่อยปัญหาเหล่านี้ผ่านไป หรือยอมจำนนต่อปัญหา หรือจะลุกขึ้นมาทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อหาทางปกป้อง สร้างภูมิต้านทานให้ลูกหลานเยาวชนของเราเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ก่อปัญหาให้สังคม
       
       จริงอยู่ด้วยสภาพปัญหาที่สะสมสลับซับซ้อนมาอย่างยาวนาน และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังสักที แต่ถ้ายิ่งปล่อยไว้เช่นนี้ ก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่ารุ่นลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมา จะอยู่ในสังคมแบบไหนกัน..!!
       
       อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนาทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้คนยุคนี้ห่างไกลจากเรื่องธรรมะ และขีดกรอบเรื่องธรรมะเพียงการเข้าวัด ทำบุญ ไหว้พระ เท่านั้น
       
       แต่สิ่งที่ขาดหายคือ การนำเรื่องหลักธรรม หรือแก่นของธรรมะมาครองตน ครองใจ อย่างแท้จริงต่างหาก ดิฉันนึกถึงท่านภิกษุณีธัมมนันทา (รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) หรือที่เรียกกันติดปากว่า หลวงแม่ เจ้าอาวาสวัตรทรงธรรมกัลยาณี ภิกษุณีอาราม ได้พูดถึงเรื่องธรรมในงานเสวนาเรื่อง “อาหารเลี้ยงกาย ธรรมเลี้ยงใจ”เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งดิฉันทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ แต่ยังคงประทับใจและจดจำเรื่องราวดีๆ เพราะเนื้อหาครั้งนั้นควรค่าแก่การที่คนเป็นพ่อแม่ควรนำมาเป็นหลักธรรมในการปลูกฝังเรื่องธรรมให้กับลูกของเรา
       
       ขออนุญาตนำบางส่วนมากระตุ้นเตือนพ่อแม่ให้ตระหนักถึงการเลี้ยงดูลูกในยุคปัจจุบันที่ควรปลูกฝังเรื่องธรรมะให้กับลูกในระดับชีวิตประจำวัน
       
       หลวงแม่ กล่าวว่า ควรจะเลี้ยงลูกให้เป็นธรรมชาติ ธรรมก็คือธรรมชาติ อย่าเลี้ยงให้ผิดธรรมชาติ และควรได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เล็ก พร้อมทั้งได้ยกคำไทยในอดีต 4 คำ ซึ่งมีความหมายที่ดีมาก และมีความหมายที่ลึกซึ้ง แต่เรามักจะมองข้ามหรือละเลยไป ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ และควรนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
              
       คำไทยทั้ง 4 คำ ได้แก่
       
       หนึ่ง ฝึกฝน
       
       ฝึก คือ ต้องให้ลูกได้ฝึกสิ่งดีๆ เช่น เรื่องวินัยก็ต้องฝึก สิ่งไหนดีก็ปลูกฝังซ้ำๆ บ่อยๆ ตั้งแต่เล็ก
       ฝน คือ ฝนออกไป เช่น เหลี่ยมมุมต่างๆ ก็ต้องฝนออกไป เปรียบเป็นสิ่งที่ไม่ดี พ่อแม่ก็ต้องฝนออกไป
       
       สอง อบรม
             
       อบ คือ การอยู่ในพื้นที่จำกัด หมายความว่า การเลี้ยงดูลูกของเรา ก็ต้องมีการจำกัดพื้นที่ มีขอบเขต พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ก็ต้องบอก ต้องสอน ไม่ใช่ปล่อยให้อิสระ อยากทำอะไรก็ทำ ถึงแม้จะอิสระก็ต้องมีข้อจำกัด
       
       รม คือ เรื่องของกลิ่น เมื่อมีการอบ ก็ต้องมีการรม เปรียบเสมือนการทำขนมไทยที่ต้องผ่านกระบวนการอบและรม สุดท้ายจะเป็นขนมไทยที่อร่อยและหอมด้วย 
              
       สาม บ่มเพาะ
              
       บ่ม ถ้าเปรียบกับมะม่วงก็ต้องรอให้ผลมันสุกเสียก่อน จึงกินได้ ดั่งประโยคที่ว่า “อย่าชิงสุกก่อนห่าม” เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะขั้นตอนของมันควรจะรอให้ห่ามก่อนแล้วค่อยสุก ถ้าไปชิงสุกก่อนห่าม ก็เป็นวัยที่ไม่เหมาะเพราะยังไม่ถึงเวลา เพราะฉะนั้น เรื่องวัยเป็นเรื่องสำคัญ จะทำอะไรก็ต้องเหมาะกับวัยของลูกด้วย
       
       เพาะ ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเพาะสิ่งต่างๆ เช่น เพาะเมล็ดพันธุ์ เราก็ต้องดูแล รดน้ำพรวนดิน และรอดูการเจริญเติบโตของมัน จะให้รวดเร็วทันใจไปหมดก็ไม่ได้ ต้องรอให้ผลของมันสุกพอดี เปรียบเป็นเด็กก็ต้องบ่มเพาะด้วยเช่นกัน
              
       สี่ ขัดเกลา
              
       ขัด เป็นเรื่องที่มีความหมายอยู่ในตัว ขัดให้ดูดี ให้เหมาะสม สวยงาม
       
       เกลา เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องผ่านขบวนการเหล่านี้ก็จะทำให้เราเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกได้อย่างเหมาะสม เด็กต้องได้รับการขัดเกลาให้เป็นคนดี ให้มีกิริยามารยาทที่ดี ได้รับการขัดเกลาจนกลายเป็นนิสัยติดตัว
       
       คำไทยทั้ง 4 คำ เป็นคำที่มีอยู่แล้ว แต่ผู้ใหญ่มักจะมองข้าม ถ้าพ่อแม่รู้จักสิ่งเหล่านี้แล้วนำมาปรับใช้และปฏิบัติกับลูกด้วยก็จะเป็นเรื่องดี 
       
       การเลี้ยงดูลูกในยุคสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนก็จริง เพราะสภาพแวดล้อม เหตุและปัจจัย รวมถึงเงื่อนไขชีวิตก็แตกต่างกันไป ยิ่งยุคสมัยปัจจุบันเป็นยุคแห่งเทคโนโลยี ยุคแห่งความเร่งรีบ รวดเร็ว ทำให้จิตใจและพฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนไปด้วย แต่ถ้าเราปล่อยให้ลูกหลานของเราโตไปตามกระแสสังคม โดยที่ไม่มีการฉุดรั้งใดๆ หรือไม่ได้ใช้เทคนิคในการเลี้ยงดูลูกเพื่อให้รู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนไปด้วย ลูกของเราก็อาจสุ่มเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของยุคสมัยที่สังคมเสื่อมด้วยก็ได้
       
       แต่ถ้ายุคสมัยเปลี่ยนผ่าน เราสามารถปลูกฝังสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้ว ให้คงอยู่อย่างงดงาม ดั่งเช่น คำไทย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่มีมาแต่อดีต ถ้าเรานำมาปฏิบัติด้วย ปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับลูกหลานของเราได้มีทักษะชีวิตการเป็นคนดีอย่างรอบด้าน โดยเริ่มต้นจากครอบครัวของเรา ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ดีได้ค่ะ


ที่มา  http://www.manager.co.th