“เด็กไทย vs ทำเวร” คุณค่าที่เด็กคู่ควร

Posted on 2017-11-29

“เด็กไทย vs ทำเวร” คุณค่าที่เด็กคู่ควร

       เมื่อเอ่ยถึงการ “ทำเวร” คำย่อสั้นๆ ที่คนส่วนใหญ่ใช้เรียกการทำความสะอาดห้องเรียนก่อน หรือหลังเลิกเรียน ทีมงาน Life & Family เชื่อว่า คนที่เป็นพ่อแม่ของเด็กๆ ในยุคนี้ต่างเคยมีประสบการณ์ทำเวรมาแทบทั้งสิ้น ซึ่งในอดีต บางโรงเรียนอาจทำเวรแบบจริงจัง เด็กๆ อาจมีการแบ่งกลุ่มแบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน ทั้งในเวลาเช้าก่อนเข้าเรียน ด้วยการลบกระดาน เตรียมห้องเรียนให้พร้อมสำหรับการเรียน บางโรงเรียนอาจมีการจัดดอกไม้ใส่แจกันเพิ่มความสดชื่นให้ห้องเรียนด้วย และหลังเลิกเรียนที่อาจต้องมีการปัดกวาดเช็ดถูบ้าง ยกเก้าอี้ขึ้นวางบนโต๊ะบ้าง เก็บข้าวของต่างๆ ที่กองระเกะระกะให้เข้าที่เข้าทาง หรือนานๆ ครั้งอาจมีการร่วมแรงร่วมใจขัดพื้นห้องให้เงาวับ ถอดรองเท้าเดินได้อย่างสบายใจก็มี
       
       อย่างไรก็ดี หากผู้ปกครองหยิบประสบการณ์ข้างต้นมาคุยกับลูกๆ อาจพบเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่า เพราะเด็กๆ ในยุคนี้หลายคนแทบไม่เคยมีประสบการณ์ “ทำเวร” ที่โรงเรียนกันเลย ซึ่งในจุดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เมื่อสถาบันครอบครัว และตัวเด็กเองมีภารกิจต่างๆ เพิ่มมากขึ้นหลังเลิกเรียน เช่น การไปเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมสอบเข้าโรงเรียนดังๆ หรือมหาวิทยาลัย ทำให้ทางโรงเรียนหลายแห่งต้องยกหน้าที่นี้ให้ธุรกิจแม่บ้านมารับผิดชอบไปแทนโดยปริยาย
       
       นั่นจึงทำให้มีสถาบันการศึกษาหนึ่งตัดสินใจรื้อฟื้นกิจกรรม “ทำเวร” กลับคืนสู่รั้วโรงเรียนอีกครั้ง นั่นก็คือโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติคุณ รุ่งเรือง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพัฒนาและสาธิตการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ว่า “การทำเวรเริ่มหายไปเมื่อประมาณไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง ส่วนหนึ่งเพราะมีธุรกิจแม่บ้านเข้ามา และเรื่องของเด็กที่มุ่งเรียนพิเศษกันเป็นส่วนใหญ่เพื่อสอบเข้ามหาลัย”
       
       เมื่อทางโรงเรียนมีนโยบายรื้อฟื้นกิจกรรมทำเวรขึ้นอีกครั้ง เสียงตอบรับจึงมีทั้งเสียงที่เข้าใจ และเสียงที่ไม่เข้าใจ
       
       “เสียงที่ไม่เข้าใจก็มีเยอะ คือ เราปล่อยเรื้อรังมานาน พอเริ่มโครงการเราจึงต้องมีการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง รวมถึงเด็กด้วย เพราะเด็กก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมเขาต้องทำเวร เราใช้วิธีให้เด็กเปิดใจก่อน แล้วก็ใช้จิตวิทยาเชิงบวก เช่น เชิญแม่บ้านมาพูดว่าเขาภูมิใจแค่ไหนที่ได้ทำความสะอาด ให้เด็กได้เรียนในห้องสะอาดๆ แล้วก็ภูมิใจในอาชีพเขา พอเด็กได้ฟังเขาก็จะยอมรับ จากนั้นเขาก็จะเริ่มเรียนรู้ว่าการทำเวรที่ดีควรทำอย่างไร เราก็ให้แม่บ้านมาสอน พอได้เรียนรู้แล้วทีนี้ก็ลงมือทำเลยที่โรงเรียน โดยมีครูประจำชั้น และแม่บ้านคอยเป็นพี่เลี้ยง และมันจะได้ผลมากขึ้นถ้าเด็กได้กลับไปทำที่บ้านด้วย”
       
       “ผู้ปกครองตอนแรกก็ตกใจ ลูกไม่เคยกวาดบ้านล้างจาน ไม่เคยเก็บที่นอนเอง ตอนนี้ตื่นมาเก็บที่นอน มาช่วยงานบ้าน ซึ่งพอเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เขาก็ยอมรับโดยปริยาย แต่ก็ต้องเรียนว่ามีผู้ปกครองที่ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกัน ซึ่งเราก็ต้องทำความเข้าใจกับเขาว่าชีวิตมันเรียนอย่างเดียวไม่ได้ คนเราต้องมีหน้าที่ ความรับผิดชอบ”
       
       “ข้อดีของการทำเวร คือ ฝึกความรับผิดชอบ ความอดทน ความมีวินัย เด็กไทยในยุคนี้ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่สูงขึ้น ถ้าเราไม่ฝึกเด็กให้มีความอดทน มีความรับผิดชอบ โตขึ้นเด็กก็จะทำงานไม่เป็น แล้วการฝึกทักษะเหล่านี้ถ้าโรงเรียนไม่ทำ ใครจะทำ ทุกคนก็ฝากความหวังไว้กับสถาบันการศึกษา ดังนั้น สถาบันการศึกษาก็ต้องสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีคุณค่าต่อชีวิตเด็ก เด็กเราจะได้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หนักเอาเบาสู้”
       
       ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวยังมาจากนโยบายของอธิการบดี ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ที่ต้องการลดตัวตนของผู้เรียน เพื่อผู้เรียนได้เห็นความสำคัญของทุกอาชีพ เคารพทุกอาชีพว่าเขามีความสำคัญอย่างไร และเพื่อให้เด็กสามารถปรับตัวให้ทำงานร่วมกับทุกคนได้นั่นเอง
       
       จากแนวคิดดังกล่าว รวมถึงโครงการคืนชีพการทำเวรที่ริเริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติคุณ เผยว่า ข้อดีของกิจกรรมเหล่านี้ในรั้วโรงเรียนช่วยลดปัญหาที่จะเกิดกับเด็กๆ ได้มากมาย เช่น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หรือการมั่วสุม เสพยาเสพติด เพราะเด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้จะมีความเชื่อมั่นในตนเอง รวมถึงเห็นคุณค่าของตนเอง ซึ่งจะช่วยดึงเด็กออกห่างจากอบายมุขทั้งหลายได้ นอกจากนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติคุณยังได้ฝากถึงผู้ปกครองด้วยว่า
       
       “การอบรมสั่งสอนบุตรหลานให้เป็นคนดีนั้น ผู้ปกครองจะฝากความหวังไว้ที่โรงเรียนอย่างเดียวไม่ได้ ทกอย่างไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน งานต่างๆ ของผู้ปกครอง ควรให้เด็กได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบบ้าง โดยอาจมองในเชิงบวก ว่า เป็นการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก คือ เราก็เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่สมัยนี้อาจไม่มีเวลามากนัก แต่ถ้าเราลองเจียดเวลาสักนิด มาทำกิจกรรมเหล่านี้กับลูก เราก็จะสร้างลูกเราเป็นเยาวชนที่มีความเข้มแข็ง สามารถยืนหยัดในสังคมได้ทุกสภาวการณ์ เพราะมันทำให้เด็กได้เห็นคุณค่าของทุกอาชีพ และสร้างให้เด็กมีความรู้สึกดีกับผู้ปกครองด้วย”
       
       “นอกจากนั้น การทำเวรก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากแต่อย่างใด หากจะถามว่าคนเราสามารถทำสองสิ่งได้ในเวลาเดียวกันไหม ผมตอบเลยว่าได้ แม้มันเป็นสิ่งที่ยาก แต่เด็กก็จะได้รู้จักบริหารเวลาด้วย เขาจะได้รู้ว่า พอทำเวรเสร็จก็ค่อยไปเรียนพิเศษนะ เป็นต้น” ผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติคุณ กล่าวทิ้งท้าย


ที่มา  http://www.manager.co.th