ค่านิยม “ลูกเก่งคนเดียวหาเลี้ยงทั้งครอบครัว” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

Posted on 2017-11-30

ค่านิยม “ลูกเก่งคนเดียวหาเลี้ยงทั้งครอบครัว” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

       ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ หากหลายคนยังจำได้ จะพบว่าสังคมไทยเรามีข่าวคราวที่เกี่ยวกับการทวงถามความกตัญญูเกิดขึ้นหลายครั้งจากผู้เป็นบุพการีจนกลายเป็นข่าวโด่งดังตามสื่อต่าง ๆ และหลายครั้งอีกเช่นกันผู้ที่เป็นลูก ก็เป็นคนดัง มีหน้ามีตาในสังคม และมีรายได้ที่ดีจนทำให้เกิดกระแสในทางลบกับคนเหล่านั้นว่าทำไมถึงปล่อยให้พ่อแม่ลำบากได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เบื้องหลังของข่าวฉาวเหล่านั้น บางครั้งก็มีความจริงที่น่าสลดใจซ่อนอยู่ เช่น การพบว่า ในการหาเลี้ยงครอบครัวของผู้ที่ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวนั้น นอกจากจะเลี้ยงดูพ่อแม่แล้ว หลายคนยังเลี้ยงดูเผื่อแผ่ถึงพี่น้อง ครอบครัวของพี่น้อง และญาติสนิทชิดเชื้อที่มาร่วมอาศัยอีกด้วย ทำให้จำนวนในการเลี้ยงดูอาจสูงกว่า 20 คนก็มี
       
       ในประเด็นนี้ ดร.นพ.ยุทธนา ภาระนันท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและเวชศาสตร์ครอบครัวและคอลัมนิสต์ของ Life & Family ได้ให้ทัศนะเอาไว้อย่างน่าสนใจ โดย ดร.นพ.ยุทธนา เผยว่า
       
       “ครอบครัวลักษณะนี้ส่วนมากเป็นครอบครัวไทยที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งมักจะต้องมีผู้นำที่เก่ง และมีความกตัญญูกตเวทีสูง ซึ่งการเป็นคนกตัญญู ก็เป็นค่านิยมของสังคมไทยมาแต่ช้านาน แต่ถ้าต้องดูแลหมดเลยทั้งครอบครัว มันก็จะมีทั้งข้อดี และข้อจำกัด”
       
       “ข้อดีคือ คนที่ทำเช่นนี้ได้ เขาก็จะเกิดความภูมิใจในตนเองว่าเขาดูแลคนในบ้านทั้งหมดได้ แต่ข้อจำกัดก็คือ คนที่น่าจะแยกไปดูแลตัวเองได้ ก็ไม่ยอมไปยืนบนแข้งของตัวเองเสียที” 

       
       คุณหมอยุทธนายังได้กล่าวอีกว่า แท้จริงแล้ว การจะสร้างครอบครัวให้เข้มแข็งต้องประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง และการมีความผูกพันต่อกันทางอารมณ์
       
       “ปัญหาของการมีหัวหน้าครอบครัวเพียงคนเดียว หาเลี้ยงพี่น้องทั้งตระกูลนั้นมันจะมาส่งผลต่อข้อ การฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน เพราะหากเป็นครอบครัวใหญ่ทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ ก็จะทำให้ครอบครัวเข้มแข็งได้นาน นอกจากนั้น การมีคนๆ เดียวหาเลี้ยงก็มีความเสี่ยง เกิดผู้นำครอบครัวเจ็บป่วย พิการ หาเลี้ยงต่อไปไม่ได้ ก็จะลำบากกันหมด”
       
       ดังนั้น ทางออกที่ดี และจะทำให้ครอบครัวเข้มแข็งได้ยาวนานกว่าควรเป็นการทำให้สมาชิกทุกคนสามารถฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันได้ โดยเริ่มจากการทำให้สมาชิกในครอบครัวตระหนักถึงบทบาท และความสำคัญของตนเองว่า เราจะช่วยกันอย่างไรได้บ้าง พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่น้อง ทุกคนต้องช่วยกันทั้งหมด
       
       “คนที่หาเลี้ยงครอบครัว ก็ควรจะดูแลแบบกระจายอำนาจ ไม่ใช่ทำอยู่คนเดียว แล้วก็เกรงใจ น้ำท่วมปากไม่กล้าพูดอะไร หมอขอยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่ง พ่อทำงานหนักมาก เพื่อหาเงินให้ครอบครัวใช้ ส่วนลูกก็มีหมด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไอที ฯลฯ ค่าโทรศัพท์เท่าไรเท่ากัน ภรรยาก็ใช้เงินซื้อข้าวของเข้าบ้านอยู่เรื่อย หัวหน้าครอบครัวหาเลี้ยงคนเดียว และบังเอิญเขาพูดน้อยด้วย สุดท้ายเงินก็ไม่พอ ก็เป็นปัญหาอีกว่า ลูกมาบ่นพ่อว่าทำไมพ่อไม่ให้เงินเลย”
       
       “ปัญหานี้อยู่ที่หัวหน้าครอบครัวครับ หมอก็ถามเขาว่าเคยบอกลูกเมียบ้างหรือเปล่าว่าครอบครัวเรามีปัญหาทางการเงินนะ หัวหน้าครอบครัวบอกไม่เคย ผมหัวหน้าครอบครัวทำได้อยู่แล้ว ให้ลูกเรียนไปเถอะ พอได้ยินอย่างนั้น หมอเลยนัดประชุมครอบครัวเขาเลย พอคุยกันเท่านั้น ลูกบอกว่ายินดีเลย หั่นค่าโทรศัพท์ตัวเองเลย ส่วนภรรยาก็ลดค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วย ครอบครัวนี้ก็เลยเริ่มพออยู่ได้”
       
       สอนอย่างไรให้ลูกรู้จักทำมาหากิน
       
       สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากปัญหาการมีหัวหน้าครอบครัวที่ทำหน้าที่หาเลี้ยงคนเดียว แต่ต้องเลี้ยงทั้งตระกูล ซึ่งในจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่ต้องดูแลนั้น มีไม่น้อยที่โตพอที่จะประกอบอาชีพ มีรายได้เป็นของตนเองแล้วนั้น นั่นก็คือ การไม่รู้จักทำมาหากิน หรือบางคนก็อ้างว่าไม่มีโอกาส และใช้เวลานั่งรอคอยโอกาสอยู่เรื่อยไป ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะมาถึงเมื่อไร
       
       ในจุดนี้ ดร.นพ.ยุทธนา แนะนำว่า คนเป็นพ่อแม่ควรสอนให้เขาดูตัวอย่างของคนที่ดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระครอบครัว
       
       “หาตัวอย่างของคนที่ยืนบนลำแข้งตัวเองได้ให้ลูกดู และสอนให้เขาหาทางที่เขาชอบ เพราะงานที่เด็กชอบ หรือถนัด เขาจะทำได้ดี และประสบความสำเร็จได้ ไม่ต้องเรียนตามกระแสสังคม เช่น แพทย์ วิศวะ ก็ได้ครับ สายอาชีวะก็เป็นที่ต้องการและหางานได้ง่ายกว่าอีกนะ”
       
       นอกจากนั้น การปลูกฝังให้พี่น้องรักกัน เห็นใจกัน ช่วยเหลือแบ่งเบาซึ่งกันและกัน ก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่สมควรทำ แต่ไม่ใช่การปล่อยให้พี่น้องพึ่งพิงกันจนลืมไปว่า ตนเองก็มี “ศักยภาพ” อยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เข้าข่าย “พ่อแม่รังแกฉัน ได้ในที่สุด


ที่มา  http://www.manager.co.th