เปลี่ยนบ้านจากกลัวสู่กล้า เมื่อต้องพูดภาษาอังกฤษ

Posted on 2017-11-30

เปลี่ยนบ้านจากกลัวสู่กล้า เมื่อต้องพูดภาษาอังกฤษ

        อีกไม่นานแล้วกับการเข้าร่วมประชาคมอาเซียน หรือ AEC ของประเทศไทย แต่หากถามผู้ใหญ่หลายคนในวันนี้ ซึ่งบางท่านก็เป็นพ่อแม่ด้วยนั้น กลับยังส่ายหน้าดิก ปฏิเสธการพูดภาษาอังกฤษอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเจ้าตัวเล็กในบ้านด้วยเช่นกัน
       
       เพื่อไม่ให้ท่านผู้อ่านต้องสูญเสียความมั่นใจในจุดนี้ไป ทีมงาน Life & Family จึงมีเทคนิคดี ๆ ในการฝึกพูดภาษาอังกฤษจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง ดร.กิจณรงค์พล หัตถมณฑล กรรมการผู้จัดการโรงเรียนสอนภาษาบอสตั้น ไบรท์ มาฝากกัน ซึ่งคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจะเป็นเช่นไร เชิญติดตามได้เลยค่ะ
       
       “ความกลัวเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยกล้าที่จะพูดกับชาวต่างชาติเพราะกลัวว่าจะพูดผิด ดังนั้นกุญแจสำคัญของการฝึกพูดภาษาอังกฤษคือการทำให้ตัวเองเลิกกลัวที่จะพูดผิด ก็คือการเริ่มที่จะพูดผิดเสียก่อน เพราะเมื่อคนเราเริ่มกล้าที่จะพูดแล้ว (ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม) คนๆ นั้นจะเริ่มเรียนรู้ว่าจะต้องพูดอย่างไรให้ถูกและจะพูดอย่างไรให้สละสลวยมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ”
       
       “ปัญหาหลักที่ทำให้เราสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ นอกจากจะมาจากความกลัว หรือความไม่มั่นใจในการใช้ภาษาแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลคือ การที่เรามักจะแปลจากประโยคภาษาไทยไปเป็นภาษาอังกฤษก่อนนะครับ พอเราทำเช่นนั้นเราก็จะเริ่มติดและคิดไม่ออกว่าต้องใช้ Tense อะไร เรียงประโยคอะไร หรือจะใช้ Verb ช่องไหนบวกกับอะไร เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เลยทำให้เราตอบไม่ค่อยจะได้ครับ ดังนั้นวิธีแก้ก็คงต้องกลับไปเริ่มต้นที่การฝึกพูดบ่อยๆ และเริ่มเรียนรู้การใช้ภาษาอังกฤษให้สม่ำเสมอและต่อนเนื่องครับ”
       
       นอกจากนั้น การฝึกภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตามจะมีหลักการเรียนรู้ภาษามาตรฐานอยู่ 4 ทักษะด้วยกันคือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ทั้งนี้ การฝึกที่ดีควรจะฝึกทั้ง 4 ทักษะควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความคุ้นเคยในการใช้ภาษา ซึ่งสำหรับผู้เริ่มต้นอาจใช้เทคนิคที่จะกล่าวต่อไปนี้มาฝึกได้ด้วยเช่นกัน
       
       1.เทคนิคการทำซ้ำ: การได้ ฟัง พูด อ่าน เขียน หรือ ท่องจำ ประโยคเดิมๆ ซ้ำกันหลายๆ หน นอกจากจะช่วยทำให้เราเริ่มชินกับการได้ยินคำศัพท์หรือประโยคนั้นๆ แล้วยังจะช่วยลดความประหม่าและเพิ่มความมั่นใจได้อีกด้วย
       
       2.เทคนิคการอ่านออกเสียง: ผู้ฝึกควรอ่านหนังสือภาษาอังกฤษโดยออกเสียงดังๆ จะช่วยให้เราสามารถฝึกการออกเสียง คุ้นเคยกับประโยค และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการพูดได้
       
       3.เทคนิคการดูหนังแบบ ฟัง-อ่าน-ฟัง: ลองดูหนังฝรั่งพากย์ภาษาอังกฤษ หรือ English Film โดยแนะนำว่าควรจะดูทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกันโดยครั้งแรกให้ดูโดยโฟกัสไปที่การฟังโดยไม่มีคำบรรยาย หรือ subtitles ครั้งที่สองควรดูโดยโฟกัสไปที่การฟังและอ่าน subtitles ตาม ส่วนครั้งที่ 3 เราควรดูและโฟกัสไปที่การฟังโดยไม่มี subtitles หากเราฝึกทำแบบนี้เป็นประจำจะช่วยให้เราฟังภาษาอังกฤษเข้าใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
       
       4.เทคนิคการจำคำแบบจินตภาพ: โดยทั่วไปแล้วมนุษย์เราสามารถจดจำภาพได้ดีกว่าตัวหนังสือ ดังนั้นแล้วการฝึกจำคำศัพท์โดยการนำภาพ หรือจินตนาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับ สถานที่ บุคคล สิ่งของ หรือ เหตุการณ์ต่างๆ มาจำให้เป็นตัวแทนความหมายของคำศัพท์นั้นๆ จะสามารถช่วยให้เราสนุกกับการจดจำและจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
       
       ปัญหาคนไทย พูดได้ ฟังไม่ทัน
       
       ปัญหาของคนไทยส่วนหนึ่งคือพูดได้ แต่ฟังไม่ทัน หรือฟังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่อสารอะไร ในจุดนี้ ดร. กิจณรงค์พล ให้คำแนะนำว่า ควรกลับไปเริ่มต้นฝึกทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน ให้คุ้นเคย เพราะทักษะทั้ง 4 ประการนี้จะสามารถแก้ไขจุดบกพร่องได้อย่างแน่นอน 


        “นอกจากนั้น ไวยากรณ์เป็นส่วนสำคัญมากๆ ในการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนไทยในอนาคตอันใกล้ที่ AEC จะเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้น เนื่องจาก ไวยากรณ์จะเป็นตัวเชื่อมที่ทำให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตามความหมายและตามลำดับเหตุการณ์ นอกจากนี้ การสื่อสารโดยใช้ไวยากรณ์ที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มความเป็น professional ได้อีกด้วยครับ”
       
       “ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษเพราะความจำเป็น ดังนั้น อะไรก็ตามที่ต้องเรียนเพราะความจำเป็น ความสนใจและความชอบก็จะลดลงตามด้วยเช่นกัน ดังนั้นแล้ว ก่อนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษเราควรจะทำความเข้าใจและตัดกฎเกณฑ์ต่างๆ ออกไปด้วยเพื่อไม่ให้การเรียนภาษาอังกฤษเกิดขึ้นบนบรรทัดฐานของภาระหน้าที่ที่ต้องเรียนหรือเพราะจำเป็นตัองเรียน ดังนั้นแล้ว ความเข้าใจที่ถูกต้องมีดังนี้”
       
       1.ภาษาอังกฤษ ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน ไม่สามารถเป็นได้ภายในระยะเวลาอันสั้นเกินไป
       2.ภาษาอังกฤษ ยิ่งฝึกฝนบ่อยๆ ก็ยิ่งเป็นเร็ว ถ้าคุณฝึกฝนน้อยก็เก่งน้อย ถ้าคุณไม่ค่อยจะฝึกฝนกว่าคุณจะเป็นก็ต้องใช้เวลานาน
       3.ภาษาอังกฤษ ไม่ยากกว่าภาษาอื่นเพราะทุกภาษามีขั้นตอนการเรียนที่เหมือนกันคือ ฟัง พูด อ่าน และ เขียน
       
       ท้ายสุดแล้วหากคุณเข้าใจธรรมชาติของการเรียนภาษาแล้ว คุณจะพบว่าการเรียนภาษาสนุกขึ้นอย่างแน่นอน"
       
       ไปเมืองนอก ตอบโจทย์มากกว่าหรือไม่
       
       ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก จะได้ฝึกภาษา พ่อแม่หลายคนอาจคิดเช่นนี้ และตัดใจควักเงินก้อนใหญ่ส่งลูกข้ามน้ำข้ามทะเลไป แต่ก็ไม่เสมอไปที่ลูกจะประสบความสำเร็จ ปัญหานี้เกิดจากอะไร และจะแก้ได้อย่างไร ไปรับฟังกันเลยค่ะ
       
       “ผมมองว่าการอยู่ในสถานที่หรือการถูกแวดล้อมไปด้วยการใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลาจะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้ฝึก ฟัง พูด อ่าน และ เขียน ซ้ำบ่อยๆ ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรหลักที่จะทำให้เราเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้นและเร็วขึ้น หากแต่ว่า การไปเรียนภาษาอังกฤษในเมืองนอกกับเพื่อน ๆ คนไทย ท้ายสุดเราก็ไม่ค่อยได้พูดภาษาอังกฤษกันบ่อยนักถึงแม้ว่าจะอยู่เมืองนอกก็คงไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่ามูลค่าเงินแพงๆ ที่จะต้องเสียไป ดังนั้น หากต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองนอก ขอแนะนำให้ไปคนเดียวหรือไปอยู่ในเมืองที่ไม่ค่อยมีคนไทยอยู่นะครับเพราะจะทำให้เราได้ใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลาครับ"
       
       ยังไม่สายสำหรับพ่อแม่ที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษค่ะ ลองมาเริ่มฝึกกันตั้งแต่วันนี้ก็ได้ หรืออาจจะฝึกร่วมกับเจ้าตัวเล็กในบ้านก็สนุกดีเหมือนกันค่ะ ลูกๆ ก็จะได้เห็นพ่อแม่ในมุมใหม่ ไม่ใช่พ่อแม่ที่พอเจอภาษาอังกฤษก็ส่ายหน้าหนีตลอดอีกต่อไป ส่วนผลลัพธ์ที่ได้ ก็คือทุกคนได้ใช้ภาษาอังกฤษอย่างมีความสุขมากขึ้น และถือเป็นการเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้อีกด้วยค่ะ เหมือนเช่นที่ ดร.กิจณรงค์พลกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
       
       “ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของเราอยู่แล้วนะครับเพียงแค่เราต้องเริ่มที่จะค้นหาและเรียนรู้จากมันเท่านั้นเองครับ เช่น คำศัพท์ที่เราเจอตามห้างสรรพสินค้า ป้ายโฆษณา หรือ ตามกล่องผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่ง ประโยค วลี คำแสลงที่เราสามารถอ่านเจอได้ตามหน้าข่าว บทเพลง หรือ subtitles ของหนังฝรั่ง เพียงแค่เราเริ่มที่จะสงสัย ศึกษา และค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งที่เราเจอ เราก็จะเข้าใจภาษาอังกฤษได้มากขึ้นเยอะเลยครับ”


ที่มา  http://www.manager.co.th