เร็วไปไหมที่ไทยจะบอกว่า “พร้อมสร้างเด็กยุคแท็บเล็ต”?

Posted on 2017-11-30

เร็วไปไหมที่ไทยจะบอกว่า “พร้อมสร้างเด็กยุคแท็บเล็ต”?

       การศึกษาไทยเดินมาผิดทางตั้งแต่เมื่อไร อาจไม่มีใครสามารถชี้ชัดลงไปได้ แต่ถ้าหากมองย้อนกลับไปในอดีต หลายครั้งที่เราพบว่า จุดประสงค์กับวิธีการของผู้ที่กำหนดนโยบายทางการศึกษานั้นสวนทางกันอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น นโยบายของการจัดการศึกษาที่ระบุว่าต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข แต่หากพิจารณาสภาพของเด็กไทยทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าถูกรายล้อมไปด้วยปัญหามากมาย ทั้งการยกพวกตีกัน อบายมุขหน้ารั้วโรงเรียน ปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ฯลฯ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า การปล่อยให้เด็กถูกแวดล้อมด้วยสภาพเช่นนี้ ก็ยากเหลือเกินที่จะทำให้เด็กกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ดังหวัง
       
       ส่วนนโยบายที่ได้ชื่อว่ามาช่วยกอบกู้ หรืออย่างน้อยก็ช่วยสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาอย่างการซื้อ"แท็บเล็ตพีซี" แจกเด็ก ๆ ของรัฐบาลเพื่อไทยก็มีมูลค่ามหาศาล แถมถูกครหาว่าเป็นนโยบายประชานิยมสุดโต่ง หวังหาเสียงจากพ่อแม่ผู้ปกครองรากหญ้าฐานเสียงของตนเองเสียอีก แต่นั่นยังไม่เท่ากับการไม่พิจารณาถึงความพร้อมที่ควรจะมีใน “ระบบการศึกษา” ก่อนจะจ่ายเงินภาษีของประชาชนคนไทยทั้งประเทศไปแลกแท็บเล็ตพีซีมาครอง

       ความพร้อมทั้ง 10 ประการที่ควรมีก่อนส่ง “แท็บเล็ตพีซี” เข้าระบบการศึกษามีอะไรบ้าง เรามีผู้คร่ำหวอดในแวดวงการศึกษาและสื่อการเรียนการสอนอย่างคุณวรชัย จงพิพัฒนสุข รองกรรมการผู้จัดการบริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด และคุณวิโรจน์ อัศวรังสี รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ดิ แอสไพเรอร์ กรุ๊ป จำกัด ตัวแทนผู้จำหน่ายและรวบรวมระบบด้านการศึกษา (System Integrator) ของบริษัท แอปเปิลประเทศไทยมาบอกกล่าวให้ได้ฟังกัน
       
       1. คอนเทนต์พร้อม?
       
       เมื่อถามถึงความพร้อมด้านคอนเทนต์ หรือเนื้อหาที่จะใช้ในการสอน คุณวรชัยในฐานะผู้ผลิตสื่อการเรียนการสอนมายาวนานให้ทัศนะว่า ปัจจุบัน ความสามารถของแท็บเล็ตพีซีสามารถรองรับได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากเป็นอีก 3 ปีข้างหน้า จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่านี้อย่างมาก เนื่องจากตัวอุปกรณ์จะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น หน่วยความจำมากขึ้น ประมวลผลได้เร็วขึ้น และมีราคาที่ถูกลงกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนสื่อการเรียนการสอนนั้นก็ต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาเช่นกัน แต่เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนาก็จะมีแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่สามารถช่วยในการเรียนการสอนออกมารองรับอีกมาก และนั่นทำให้การเรียนมีความน่าสนใจมากขึ้น
       
       “เทคโนโลยีในปัจจุบันช่วยลดข้อจำกัดเรื่องภาพและเสียงลงได้บางส่วน เด็กทุกวันนี้สามารถเห็นโลกหมุนรอบตัวเองได้แล้ว ต่างจากเด็กสมัยก่อนที่ต้องจินตนาการเอาเองว่าโลกหมุนรอบตัวเองเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดทางเทคนิคอยู่ ซึ่งเราเชื่อว่า ในอนาคตอีก 3 ปีนับจากนี้ มันจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว”
       
       โดยคุณวรชัยยกตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสื่อการเรียนการสอน เช่น สามารถอัปเดตได้ตลอดเวลา, เด็กสามารถโต้ตอบได้แบบทันที, สามารถค้นหาเพิ่มได้ เป็นต้น เพียงแต่ปัญหาที่เกิดทุกวันนี้มาจากนโยบายของภาครัฐที่ประกาศออกมาโดยที่ผู้ผลิตสื่อการสอนยังไม่ทันตั้งตัว จนนำไปสู่คำถามว่า แล้วคอนเทนต์ที่เด็กจะใช้ประกอบการเรียนการสอนนั้นมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง
       
       2. ครูพร้อม?
       
       การใช้นโยบาย ซื้อก่อน เทรนด์ทีหลังอาจใช้ได้กับเครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องซักผ้า ทีวี ตู้เย็น แต่กับการศึกษาแล้วถือเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง เพราะบุคคลสำคัญอย่างครูผู้รับผิดชอบการสอนโดยใช้อุปกรณ์ดังกล่าวกับนักเรียนภายใต้นโยบายของรัฐบาลต้องมีความพร้อม และสามารถใช้งานแท็บเล็ตได้ดีเสียก่อน นโยบายจึงจะสัมฤทธิ์ผล
       
       ปัจจุบันจากการเปิดเผยของผู้ที่อยู่ในแวดวงสื่อการเรียนการสอนอย่างคุณวิโรจน์ พบว่า การอบรมครูเพื่อใช้แท็บเล็ตนั้นเป็นการอบรมที่ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร เนื่องจากไม่สามารถกระตุ้นให้ครูเกิดความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความเข้าใจว่าตนเองสามารถใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอนได้อย่างไร
       
       “การอบรมครูที่ผ่านมาเป็นการอบรมกลุ่ม 3-5 วัน ซึ่งไม่เกิดผลในทางปฏิบัติเท่าที่ควร แต่จากประสบการณ์ของเราพบว่าการอบรมเป็นกลุ่มย่อยกลับได้ผลดีกว่า ผู้อบรมเพียงอธิบายแนวคิดของการใช้อุปกรณ์ และสื่อการเรียนการสอนที่ผลิตขึ้น จากนั้น ควรให้ครูแต่ละท่านเป็นผู้ออกมาสาธิตเองว่า ท่านจะผนวกแท็บเล็ตเข้าไปในการเรียนการสอนของตนเองอย่างไร มีครู 100 คน ก็อาจได้พบเทคนิคใหม่ๆ 100 เทคนิคก็เป็นได้” 

        3. โรงเรียนพร้อม?
       
       ความพร้อมของโรงเรียนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายมองข้ามไป เนื่องจากโรงเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบห้องเรียนมาเพื่อรองรับการใช้งานอุปกรณ์ไอทีจำนวนมากพร้อมกัน อีกทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่เคยมีการทดลองก่อนจัดซื้อมาใช้งานจริง จึงไม่ทราบว่า การใช้แท็บเล็ตพีซีในห้องเรียนพร้อมๆ กัน 40 ตัว หรือมากกว่านั้นจะเกิดปัญหาใดตามมาบ้าง
       
       “เราพบว่าระบบไฟฟ้า ระบบสำรองไฟ โต๊ะเก้าอี้ที่ใช้เรียน ระบบเครือข่าย เหล่านี้ไม่รองรับการใช้งานแท็บเล็ตพีซีในรั้วโรงเรียนได้เท่าที่ควร” คุณวิโรจน์เผย พร้อมให้คำแนะนำว่า ห้องเรียนที่เหมาะสมควรมีการออกแบบระบบไฟฟ้าเอาไว้อย่างดี เช่น ออกแบบโต๊ะเรียนที่มาพร้อมแท่นชาร์ต เด็กเพียงเสียบเครื่องเข้ากับแท่นชาร์ตก็สามารถใช้งานได้แล้ว เป็นต้น 
       
       4. ระบบสารสนเทศพร้อม?
       
       ลองนึกภาพของโรงเรียนที่มีระบบสารสนเทศพร้อมสำหรับรองรับการเรียนการสอนด้วยแท็บเล็ต ที่คุณครูสามารถจัดทดสอบย่อยง่ายๆ (อาจเป็นแบบตัวเลือก 10 ข้อ ฯลฯ ) ผ่านอุปกรณ์แท็บเล็ตพีซี เพื่อวัดผลการเรียนการสอนในชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งความสามารถของแบบทดสอบนั้น เด็กอาจทำเสร็จในเวลาเพียง 5-10 นาที โรงเรียนที่มีระบบสารสนเทศพร้อม คุณครูจะสามารถกด Enter เพื่อเรียกดูรีพอร์ตของผลการทดสอบเมื่อสักครู่ได้เลยทันที ซึ่งรีพอร์ตนั้น สามารถออกแบบให้มีข้อมูลที่หลากหลายตามความต้องการของผู้ใช้ รวมถึงสามารถทราบได้เลยว่า มีเด็กคนใดเรียนอ่อน ไม่เข้าใจเนื้อหาที่เพิ่งสอนไป เพื่อที่ครูจะได้เพิ่มเติมกับเด็กได้ถูกคน
       
       ความพร้อมในข้อนี้หากยังมองไม่เห็น คงต้องถามกลับไปยังเจ้าของนโยบายว่า ได้มองในจุดนี้เอาไว้หรือเปล่า
       
       5. ระบบเครือข่ายพร้อม?
       
       ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับใช้ในการค้นหาข้อมูลยังไม่ใช่เม็ดเงินที่ภาคการศึกษาไทยเตรียมเอาไว้สำหรับเด็กในรั้วโรงเรียน และค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งผู้ได้รับประโยชน์จากความ (ไม่) พร้อมนี้ไม่ใช่ใคร หากแต่เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ที่มีอยู่เพียงไม่กี่รายในประเทศนั่นเอง
       
       6. เด็กพร้อม?
       
       เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าเด็กไทยส่วนหนึ่งยังไม่มีความรับผิดชอบมากพอ รวมถึงยังไม่รู้จักแบ่งเวลา ว่าเวลาใดควรทบทวนบทเรียน เวลาใดควรเล่น ซึ่งการเรียนรู้ด้วยแท็บเล็ตพีซีจำเป็นมากที่เด็กจะต้องมีทั้งสองอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ไม่เช่นนั้น แท็บเล็ตพีซีก็พร้อมจะกลายร่างเป็นเครื่องเล่นเกม หรืออุปกรณ์สำหรับเสิร์ชข้อมูลไม่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ ได้อีกนานัปการ

       7. หน่วยสนับสนุนพร้อม?
       
       คำว่าหน่วยสนับสนุนในที่นี้หมายถึงทีมที่จะคอยสนับสนุนการทำงานของระบบทั้งหมดโดยรวม หากเครื่องแฮงก์ เซิร์ฟเวอร์ดาวน์ รีพอร์ตไม่ขึ้น สื่อการสอนดึงเข้าไปในโปรเจกเตอร์ไม่ได้ ไฟดับ ฯลฯ ใครจะมีหน้าที่เข้ามาช่วยครูผู้สอน ซึ่งหน่วยสนับสนุนนี้มีความสำคัญมากต่อการสร้างความต่อเนื่องในห้องเรียน และไม่อาจยกหน้าที่นี้ให้กับครูเป็นผู้รับผิดชอบได้เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อีกทั้งครูในปัจจุบันก็มีภาระงานเยอะจนเกินจะแบกรับได้ไหวแล้วเช่นกัน ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในด้านของหน่วยสนับสนุนเอาไว้ให้กับทางโรงเรียนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
       
       8. บ้านพร้อม?
       
       คำว่าบ้านต้องพร้อม หมายถึงการที่สมาชิกในบ้านมีความเข้าใจในรูปแบบการเรียนการสอนลักษณะดังกล่าว และทราบด้วยว่า ไม่ควรให้เด็กเล่นนานเกิน 15 นาทีต่อชั่วโมง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า มีผู้ใหญ่หลายคนไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้ และเห็นว่า อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นนโยบายของทางภาครัฐที่มอบให้กับเด็ก ดังนั้นจะใช้นานเท่าใดก็คงไม่เป็นไร
       
       9. สังคมพร้อม?
       
       อีกปัญหาหนึ่งต่อการให้เด็กรับผิดชอบแท็บเล็ตพีซีก็คือ ความเข้าใจของสังคมต่อการที่เด็กตัวเล็ก ๆ จะพกแท็บเล็ตพีซีมีมากน้อยแค่ไหน และทำให้เด็กเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมโดยมิจฉาชีพหรือไม่ หากการพกแท็บเล็ตพีซีแล้วทำให้เด็กเสี่ยงถูกทำร้ายมากขึ้น นั่นอาจหมายความว่า สังคมไทยยังไม่พร้อมให้นโยบายนี้เติบโตได้ก็เป็นได้
       
       10. รัฐบาลพร้อม?
       
       สุดท้ายคือผู้ใหญ่เจ้าของนโยบายที่ไม่อาจวิ่งหนีความรับผิดชอบไปได้หากเกิดความผิดพลาดใดๆ ขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินที่นำไปจัดซื้อแท็บเล็ตเหล่านี้ก็คือเงินภาษีของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และคงไม่มีคนไทยคนไหนไม่ยินดีจ่ายหากได้ทราบว่า มันเป็นประโยชน์ต่อ “อนาคตของชาติ” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือหาเสียงของนักการเมืองเพียงเพื่อให้ตัวเองมีแต้มต่อทางการเมือง
       
       ทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามว่าด้วยเม็ดเงินหลักแสนล้าน อาจทำให้ “แท็บเล็ตพีซี” เป็นการลงทุนที่สำคัญก้าวหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาไทย รวมถึงทำให้เราเป็นที่จับตาของนานาประเทศ ส่วนจะคุ้มค่าหรือไม่นั้น หรือจะเป็นการลงทุนที่เร็วเกินไป ประชาชนคนไทยทุกคนต้องเป็นผู้ร่วมพิจารณาค้นหาคำตอบร่วมกันเสียแล้วกระมัง


ที่มา  http://www.manager.co.th