เจาะระบบ “สอนว่ายน้ำไทย” ขาดอะไรเด็กถึงจมน้ำตาย 1,400 คนต่อปี

Posted on 2017-11-30

เจาะระบบ “สอนว่ายน้ำไทย” ขาดอะไรเด็กถึงจมน้ำตาย 1,400 คนต่อปี

เป็นเรื่องที่พบเห็นจนชินตากับการนำเสนอสถิติเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ปิดเทอม และมักหาโอกาสเล่นน้ำคลายร้อนกัน แต่ที่น่าสลดใจก็คือ เรามักพบว่าตัวเลขการเสียชีวิตจากการจมน้ำในเด็กยังคงอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าการเสียชีวิตประเภทอื่นๆ อย่างมาก ทั้งๆ ที่มีการรณรงค์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย รวมถึงสื่อต่างๆ ก็มีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สังคม และพ่อแม่ผู้ปกครองเกิดความตระหนัก
       
       นั่นจึงนำไปสู่คำถามที่ว่า ที่ผ่านมาเรากำลังแก้ปัญหาการเสียชีวิตจากการจมน้ำในเด็กไปผิดทางหรือไม่ หรือเป็นความผิดพลาดของหลักสูตรการสอนว่ายน้ำที่ทำให้เด็กไทยส่วนหนึ่งแม้จะเคยผ่านการเรียนว่ายน้ำมาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อเผชิญหน้าสถานการณ์จริง หรือเป็นความไม่ใส่ใจของผู้ปกครอง บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเด็กที่สุดกันแน่
       
       คำตอบของคำถามเหล่านี้ อาจปรากฏในบทสัมภาษณ์ที่เราได้นำมาฝากกันก็เป็นได้ โดย ด.ญ.กวินตรา (ขอสงวนนามสกุล) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งเผยว่า ตนเองเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ชอบการเรียนว่ายน้ำ เนื่องจากไม่สามารถว่ายน้ำในท่าต่างๆ ได้ตามที่อาจารย์ผู้สอนต้องการ และมักจะถูกครูผู้สอนดุว่าเสมอๆ ตั้งแต่เด็ก ทำให้ไม่รู้สึกสนุกไปกับการเรียน และเมื่อถามต่อไปว่า ทางโรงเรียนนั้นได้มีการสอนเกี่ยวกับวิธีเอาตัวรอดเมื่อจมน้ำหรือไม่ ด.ญ.คนดังกล่าวก็ปฏิเสธว่าส่วนตัวไม่ทราบวิธีช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นเมื่อจมน้ำ แต่คิดว่าไม่เป็นอะไร เพราะไม่ค่อยได้เดินทางทางน้ำอยู่แล้ว
       
       นอกจากนี้ ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอๆ ในระบบการเรียนการสอนของไทย ก็คือการเรียนเพื่อเกรด ไม่ใช่การเรียนเพื่อให้เด็กสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง น.ส.วิภาพร (ขอสงวนนามสกุล) ปัจจุบันเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่งได้เผยว่า ประสบการณ์ในการเรียนว่ายน้ำของเธอนั้น ไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง แม้จะได้เกรด 2 ในวิชาดังกล่าวมาครอบครองก็ตาม
       
       “มีเพื่อนที่ว่ายน้ำเก่งๆ และได้เกรด 4 แต่เราพยายามอย่างไรก็ไม่ชอบ ซึ่งถ้าจะวัดผลกันจริงๆ ก็คงต้องติด ร หรือติด 0 แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ ทุกวันนี้ถ้าต้องลงสระ จะไม่เล่นในสระที่ลึกๆ ขายืนไม่ถึงเด็ดขาด”
       
       แหล่งข่าวอีกท่านหนึ่งซึ่งขอสงวนชื่อและนามสกุลเผยประสบการณ์ในวัยเด็กว่า ตนเองเติบโตในครอบครัวที่ไม่ให้ความสำคัญกับการว่ายน้ำ แต่จะปลูกฝังให้ลูกรู้ถึงภัยจากการจมน้ำ และสอนให้อยู่ไกลแหล่งน้ำเป็นหลัก ทำให้ทุกวันนี้ไม่สามารถว่ายน้ำได้ อาจจะลงเล่นในสระได้ แต่ก็ต้องเกาะโฟม หรือต้องเป็นสระที่ยืนถึงเท่านั้น หากยืนไม่ถึงจะเกิดความตระหนกได้ง่าย ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอยู่ไม่น้อย
       
       จะเห็นได้ว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ และมีผลต่อ “ความสามารถในการเอาชีวิตรอดเมื่อตกน้ำของเด็ก” ก็คือพ่อแม่ผู้ปกครองและตัวเด็กเอง เนื่องจากมีหลายครอบครัวได้มองข้ามความสำคัญในจุดนี้ไปด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ควรให้เด็กเอาเวลาไปทุ่มกับการเรียนเพื่อสอบเข้าสถาบันต่างๆ หรือมองว่าเด็กๆ สามารถฝึกว่ายน้ำได้ง่าย และมีแหล่งน้ำใกล้บ้านให้เล่นได้อยู่แล้ว ฝึกนิดๆ หน่อยๆ ก็สามารถว่ายน้ำได้ และเอาชีวิตรอดได้เช่นกัน หรือบ้างก็มองว่า หลักสูตรที่ทางโรงเรียนได้สอนนั้นเพียงพอแล้ว เหล่านี้เป็นต้น
       
       สอดคล้องกับมุมมองของผู้ประกอบการสระว่ายน้ำสำหรับเด็ก “คุณประภัสสร ชาญณรงค์” หนึ่งในผู้บริหารสระว่ายน้ำ BABY POOL ที่เผยว่า ประเทศไทยนั้นให้ความสำคัญกับการว่ายน้ำเป็นในเด็ก “น้อยและช้าเกินไป”
       
       “เมืองไทยเริ่มเรียนว่ายน้ำช้าไป เช่น มาเริ่ม 5-6 ขวบก็ถือว่าเร็วมากแล้วสำหรับสังคมไทย ดังนั้นถ้าเด็กต่ำกว่า 5 ขวบตกน้ำ โอกาสเสียชีวิตสูงมาก อีกเหตุผลหนึ่งคือ หลักสูตรการเรียนว่ายน้ำของบ้านเรา บางแห่งโฟกัสไปที่การเรียนว่ายน้ำมากเกินไป แต่ลืมการสอนวิธีช่วยเหลือตัวเองในน้ำ ตรงนี้สำคัญ หลายคนไม่ทราบวิธีเอาตัวรอด ถ้าเกิดจมน้ำขึ้นมา โอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก”
       
       ทั้งนี้ 4 ปัจจัยหลักที่มีส่วนเกี่ยวข้องและสามารถสนับสนุนให้เด็กสามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำได้ดีขึ้น ประกอบด้วย
       
       1. ผู้ปกครอง เนื่องจากการฝึกว่ายน้ำแก่เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบควรได้รับการดูแลจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการรับส่ง และการสนับสนุนด้านการเรียนการสอนที่ต้องมีความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่ล้มเลิกกลางคันจนกว่าเด็กจะว่ายน้ำได้
       
       2. ตัวเด็กเอง เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีระยะเวลาในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน บางคนเรียนรู้ช้า บางคนเรียนรู้เร็ว
       
       3. ผู้ประกอบการ ที่ต้องควบคุมสภาพแวดล้อมภายในสระให้ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข ไม่เสียสุขภาพ หรือเกิดความหวาดกลัว
       
       4. หน่วยงานภาครัฐที่ต้องมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกให้มากกว่านี้ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักกับชุมชนที่ใกล้แหล่งน้ำ ให้มีความระแวดระวัง จัดหาอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่พร้อมใช้งานเตรียมไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน
       
       นอกจากนั้น คุณประภัสสรในฐานะคุณพ่อลูกสองยังได้ฝากคำแนะนำสำหรับครอบครัวที่สามารถว่ายน้ำได้ และเคยฝึกทักษะการเอาตัวรอดจากการจมน้ำมาแล้วว่าการลองเปลี่ยนเงื่อนไขในการฝึกดูบ้างก็อาจช่วยให้เด็กรับมือกับสถานการณ์จริงได้ดีขึ้นเช่นกัน
       
       “การเปลี่ยนเงื่อนไขในการฝึกเช่น ลองให้ลูกสวมชุดอยู่บ้าน ลองเปลี่ยนสระใหม่ที่ใหญ่และลึกกว่าเดิม แล้วจำลองสถานการณ์ให้เด็กได้เอาชีวิตรอดในน้ำดูบ้าง (แต่ต้องมีการควบคุมอย่างใกล้ชิด) พ่อแม่ก็จะได้ทราบว่าลูกสามารถรับมือได้หรือไม่”

       
       “ส่วนพ่อแม่ที่ลูกยังว่ายน้ำไม่ได้ ขอให้หนักแน่น และฝึกฝนต่อไป เนื่องจากเด็กมีระยะเวลาในการเรียนรู้ของตนเอง อาจจะช้า หรือเร็วแตกต่างกัน ที่สำคัญไม่ควรเร่งให้เด็กว่ายน้ำได้ในเวลาสั้นๆ หากลูกทำไม่ได้ ห้มองว่าเป็นการชวนลูกไปออกกำลังกาย และเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนว่ายน้ำในอนาคตแทนจะดีกว่า”
       
       สถิติควรรู้
       
       ร้อยละของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่บาดเจ็บรุนแรงจากการตกน้ำ จมน้ำ ประเทศไทย จำแนกตามวันที่เกิดเหตุ (ค่าเฉลี่ย 10 ปี) พบว่า วันเสาร์-อาทิตย์มีสถิติสูงที่สุด
       
       ปัจจัยเสี่ยง
       
       เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี - ความเผอเรอของผู้ปกครอง แหล่งน้ำเสี่ยงคือ กะละมัง ถังน้ำ โอ่ง อ่างเลี้ยงปลา
       
       เด็กอายุมากกว่า 5 ปี - รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้วิธีเอาชีวิตรอด แหล่งน้ำเสี่ยงได้แก่ บ่อขุดเพื่อการเกษตร แม่น้ำ คลอง หนอง บึง
       
       (อ้างอิงจากสถานการณ์การตกน้ำของเด็กในประเทศไทย สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข)


ที่มา  http://www.manager.co.th/