ช่วยลูกออกจาก "เกม" ด้วยเทคนิค I-message

Posted on 2017-12-04

ช่วยลูกออกจาก

       เชื่อว่าพ่อแม่จำนวนมาก ต้องเสียงแหบเสียงแห้งทุกครั้งเวลาบอกให้ลูกเลิกเล่นเกม เพราะบางคนเล่นตั้งแต่หลังเลิกเรียนยันดึก อดข้าว ไม่ยอมทำการบ้าน ซึ่งหลาย ๆ ครั้งต้องตำหนิ และดุว่า เพราะลูกไม่ยอมเชื่อฟัง หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว
       
       ในเรื่องนี้ นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ระดับของการเล่นเกมของเด็ก ๆ แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ เด็กชอบเกม เด็กหมกมุ่น และเด็กติดเกม โดยเด็กชอบเกม จะมีพฤติกรรมชอบเล่นเกมที่ชอบแต่สามารรถควบคุมตัวเองได้ดี ส่วนเด็กหมกมุ่นนั้นจะมีลักษณะที่การสนใจในเรื่องเกมมาก พูดแต่เรื่องเกม อยากจะเล่น อยากจะคิดแต่เรื่องนี้ แต่ยังควบคุมตัวเองได้ แต่ถ้าเป็นเด็กติดเกมนั้นจะไม่สามารถจะควบคุมตัวเองได้เลย และมักมีอาการติด เล่นเยอะจนเสียสุขภาพหรือเสียการเรียนไปเลย โดยต้องการเวลาเล่นเยอะ ๆ และถ้าไม่ได้เล่นจะมีอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เวลาเล่นก็จะอยากเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ไม่สามารถจะคุมตัวเองได้ เลยไปชั่วโมงก็ปิดไม่ได้
       
       "เด็กที่ติดเกมสมาธิจะแย่ลง พออยู่กับเกมมันสนุก เกมมันช่วยกระตุ้น เหมือนคนกินยาบ้าเลย กินยาบ้าตาแข็งพอยาบ้าหมดฤทธิ์ก็ง่วง ก็เหมือนกับการติดเกม เช่น เล่นเกม 4 ชั่วโมง พอหยุดเล่นไปเรียนหนังสือสมาธิมันหมด มันไม่มีอะไรกระตุ้น มันเบื่อมันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว หรือตอนเช้าไปโรงเรียนแต่ไปหลับที่โรงเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง การบ้านไม่เสร็จเพราะไม่มีเวลาทำ ไม่ชอบเล่นกีฬา ไม่ออกไปสังคมกับใคร จะไปไหนก็ไม่ยอมไปด้วย ยินดีเฝ้าบ้าน เพื่อจะได้เล่นเกม ซึ่งครอบครัวไหนที่ลูกเล่มเกมนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ควรจะต้องระวัง" จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเผย
       
       สำหรับแนวทางในการสื่อสารเพื่อช่วยให้เด็กออกจากเกม จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นท่านนี้ แนะว่า พ่อแม่ควรหาความรู้ในเรื่องนี้และใช้เทคนิคการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่เรียกว่า I-message มากกว่าใช้ You- Message
       
       
"ส่วนใหญ่พ่อแม่จะใช้การสื่อสารด้วย You Message ซึ่งแต่ละประโยคจะมุ่งไปที่การกระทำของลูก มักแฝงความรู้สึกด้านลบ คุกคาม และตำหนิ มักจะเป็นประโยคที่มีอารมณ์เข้าไปร่วม ไม่พอใจ จะมีการเหน็บแนม ล้วนเป็นคำที่มีอารมณ์โกรธร่วมด้วย ซึ่งความจริงเนื้อหาเหมือนกันแต่อารมณ์ไม่เหมือนกัน หากผู้ใหญ่ใช้อารมณ์โกรธเด็กก็จะสวนกลับมาเพื่อป้องกันตนเอง อาจเกิดการปะทะกัน เช่น ลูกยังไม่หยุดเล่นเกมอีกเหรอ นี่มันสามทุ่มแล้ว ลูกนี่แย่จังเลยที่ไม่ทำตามข้อตกลง"
       
       
แต่สำหรับการสื่อสารแบบ I-Message คุณหมอบอกว่า ช่วยสร้างความรู้สึกนุ่มนวล น่าฟัง ให้ผลด้านบวก แสดงถึงความต้องการของพ่อแม่ที่มีต่อลูกมากกว่า ซึ่งบ่งบอกถึงความรู้สึก และเหตุผลแทนการใช้อารมณ์ และการออกคำสั่ง ทำให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังรู้สึกคล้อยตาม รู้สึกมีคุณค่า รับรู้ได้ถึงความรู้สึกห่วงใยจากพ่อแม่ อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงจากการปะทะทางอารมณ์ระหว่างผู้ปกครองกับเด็กได้อีกด้วย 


        ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น "แม่อยากให้ลูกปิดคอมพิวเตอร์แล้วเข้านอนไว ๆ" นี่คือความต้องการของแม่ ตามด้วยประโยคที่แสดงถึงความรู้สึก เช่น "เพราะแม่กลัวว่าพรุ่งนี้ลูกจะตื่นไม่ไหว" นี่คือความรู้สึกและเหตุผล หรือบางครั้งลูกอาจเล่นเกมแล้วเกินเวลาที่กำหนดไว้ การใช้ I-message ก็จะช่วยได้โดยสื่อในลักษณะที่เป็นการบอก หรือเตือน เช่น "ตอนนี้เลยเวลามา 5 นาทีแล้วนะ แม่อยากให้ลูกทำตามข้อตกลง"
       
       อย่างไรก็ดี คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญกับเวลา และการกำกับดูแลในการเล่นเกมของลูก ๆ โดยมีการตั้งข้อตกลงร่วมกันในการเล่นเกม เช่น กำหนดระยะเวลาในการเล่นวันละ 1 ชั่วโมง โดยจะเล่นเกมหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะต้องเข้านอนไม่เกิน 3 ทุ่มทุกคืน ก็จะช่วยทำให้เด็กได้มีขอบเขต และระยะเวลาในการเล่นมากขึ้น
       
       "บางกรณีที่เด็กเล่นเกินเวลาพยายามอย่าเพิ่งไปปะทะกับเด็ก ด้วยการสื่อสารแบบ You-message อย่างพ่อแม่บางคนเมื่อเห็นลูกเล่นเกมเกินเวลาที่กำหนดไว้ก็รีบเดินเข้าไปถอดปลั๊กทันที ตำหนิ หรือดุด่าเด็กที่เล่นเกินเวลา และไม่ทำตามข้อตกลง ไม่รักษาสัญญา วิธีการนี้เด็กอาจเกิดการต่อต้าน ไม่เชื่อฟังและทำตาม เด็กอาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวจนบางครั้งเกิดการปะทะกันได้" จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นทิ้งท้าย


ที่มา  http://www.manager.co.th