6 พฤติกรรมพ่อแม่...“แย่จังเลย”

Posted on 2017-12-04

6 พฤติกรรมพ่อแม่...“แย่จังเลย”

       ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ยุคที่สถาบันครอบครัวถูกลดความสำคัญลง กลายเป็นเพียงหน่วยเล็กๆ ในสังคมที่ไม่มีใครสนใจ จะอ่อนแอ ผุพังแค่ไหน ก็ไม่ต้องไปใยดี เท่านั้นยังไม่พอ สังคมของคนเป็นพ่อแม่ยังแวดล้อมไปด้วยอบายมุขมากมาย หลายครั้งที่สติขาด ความยับยั้งชั่งใจไม่มี ก็เผลอไผลไปกับอบายมุขเหล่านั้นได้โดยง่าย
       
       วันนี้ทีมงาน Life & Family จึงขอรวบรวมพฤติกรรมไม่ดีของคนเป็นพ่อแม่ที่อาจเผลอทำโดยไม่รู้ตัว และส่งผลเสียต่อลูกๆ ได้มาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ
       
       1.พ่อแม่จอมโกหก
       
       คุณพ่อคุณแม่เคยทำกันบ้างไหมคะ กับการหลอกลูกๆ ที่ไม่ยอมทำในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการว่าเดี๋ยวตุ๊กแกจะมากินตับ ตำรวจจะมาจับ ผีจะมาหลอก หมอจะจับไปฉีดยา ฯลฯ ถ้าเคยก็ทราบเถิดค่ะว่าเหล่านี้ล้วนสร้างความหวาดกลัวให้เกิดกับลูกและทำให้ลูกมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว
       
       หรือการโกหกอีกประเภทหนึ่งที่พ่อแม่อาจนำมาใช้ ก็คือ การสัญญาว่าจะให้นั่น โน่น นี่ สัญญาว่าจะพาไปเที่ยว แต่สุดท้ายไม่ทำตามที่รับปากเอาไว้ ซึ่งในใจของเด็กนั้นรับรู้ได้ถึงความหลอกลวงค่ะ
       
       อาจกล่าวได้ว่าบางครั้งการพยายามให้ลูกปฏิบัติในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการก็ไม่จำเป็นต้องสร้างเรื่องโกหกเสมอไป การเสนอทางเลือกให้ลูกเลือกทางใดทางหนึ่งก็น่าจะเพียงพอ (แน่นอนว่าพ่อแม่ก็แค่เพิ่มความน่าสนใจให้กับตัวเลือกที่พ่อแม่อยากให้ลูกเลือกให้มากกว่าตัวเลือกอีกข้อหนึ่งเท่านั้นเอง) ดีกว่าการสร้างเรื่องโกหกหลอกลวงเด็กๆ จนพวกเขาจำฝังใจ โตขึ้นไปก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้โกหกเลียนแบบพ่อแม่เสียเปล่าๆ
       
       2.พ่อแม่ไม่มีวินัย
       
       พ่อแม่ผู้ปกครองที่ถือคติว่าขอเบียดเบียน (คนอื่น) สักหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอก เช่น ไปรับส่งลูกก็ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร หรือไปซื้อของก็ไม่ต่อแถวกลับหาทางลัดคิวคนอื่น เหล่านี้ จะสร้างลูกให้เป็นคนดีของสังคมก็อาจจะยาก เพราะเด็กก็จะดูจากพฤติกรรมของพ่อแม่ และมองว่าการทำสิ่งเหล่านี้คงไม่เป็นไร
       
       สำหรับพ่อแม่ที่สะกิดใจและคิดว่าตนเองอาจมีปัญหาดังกล่าว ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราอีกสักนิดหนึ่งว่า ถ้าเป็นคนอื่นมาจอดรถเกะกะขวางทางหน้ารถคุณพ่อคุณแม่ คุณจะรู้สึกหงุดหงิดเพียงใด ถ้าได้ลองคิด และพยายามทำความเข้าใจมุมมองของคนอื่นดูบ้างแล้ว ก็เชื่อว่า คุณพ่อคุณแม่เองก็จะพยายามลด ละ เลิก นิสัยไม่มีวินัยของตนเองลงเช่นกัน ซึ่งถ้าทำได้ ลูกๆ ก็จะได้เรียนรู้พฤติกรรมดีๆ และสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขนั่นเองค่ะ (ส่วนพ่อแม่ก็จะได้นอนตายตาหลับกันด้วยค่ะ)
       
       3.พ่อแม่ที่เมินกฎของบ้าน
       
       กฎของบ้านจะตั้งโดยใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ (โดยเฉพาะตอนลูกเล็กๆ ลูกไม่มีทางมาตั้งกฎแข่งกับพ่อแม่ได้แน่นอน) แต่ก็อาจจะมีบ้างเช่นกันที่คนเป็นพ่อแม่ลืมกฎที่ตนเองเคยตั้งไว้ และทำบางสิ่งบางอย่างผิดไปจากกฎนั้นๆ เช่น เคยบอกลูกว่าต้องเก็บของให้เรียบร้อย แต่พอถึงคราวตนเองกลับวางของทิ้งเรี่ยราด ไม่เป็นที่เป็นทาง เคยสอนลูกให้ประหยัด เหลือเงินกลับบ้านให้นำมาหยอดกระปุก แต่ตนเองกลับใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จนบางครั้งต้องมาแอบแคะกระปุกลูก
       
       เมื่อพ่อแม่เป็นเช่นนี้บ่อยๆ สิ่งที่จะเกิดตามมา ก็คือ การที่ลูกพยายามจะฝ่าฝืนกฎของบ้านบ้าง แน่นอนว่าเมื่อลูกทำ พ่อแม่ก็จะตำหนิว่าลูกดื้อ แต่อาจไม่ได้มองไปว่า ตนเองต่างหากที่ละเมิดกฎของบ้านให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง
       
       กรณีนี้ ไม่มีทางแก้ไขดีไปกว่าการพยายามสำรวจตัวเองในทุกๆ วัน ว่า คุณทำสิ่งใดลงไปบ้าง มันผิดหรือมันถูก เสียใจหรือดีใจ และพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่ในทุกๆ วันที่ยังได้ตื่นขึ้นมาเจอหน้าลูกๆ และครอบครัว พวกเขาจะได้เจอคุณพ่อคุณแม่ที่น่ารักมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
       
       4.พ่อแม่ที่อารมณ์ปรวนแปร
       
       เพราะการเลี้ยงลูกต้องใช้ความอดทนอย่างสูง โดยเฉพาะลูกที่ยังเป็นเด็กไร้เดียงสา บางครั้งก็อาจเผลอทำบางสิ่งบางอย่างขัดตาขัดใจพ่อแม่ขึ้นมาได้ จนพ่อแม่บางคนสะกดอารมณ์ไม่อยู่ต้องตีกันสักเพี้ยะสองเพี้ยะ แต่ถ้านั่นเป็นแค่การแสดงอารมณ์โกรธ และตีเพื่อระบายอารมณ์ของตัวเอง ก็เท่ากับเป็นการสอนเรื่องการใช้ความรุนแรงให้กับลูกไปในตัว
       
       แม้ว่าการแก้ไขนิสัยเจ้าอารมณ์ของคนเป็นพ่อแม่จะเป็นเรื่องยาก แต่พ่อแม่ที่มีนิสัยนี้ติดตัวก็คงเข้าใจถึงความเลวร้ายของมันได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าร้อยทั้งร้อยไม่มีใครต้องการส่งต่อนิสัยเจ้าอารมณ์ให้กับลูกเป็นแน่ ดังนั้น การฝึกความอดทนอดกลั้นเป็นทางเดียวที่จะยุติปัญหานี้ ถ้าทนไม่ไหวจริง ๆ แทนที่จะตีลูกอาจเดินออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอก (แต่ถ้าจะทิ้งลูกไว้คนเดียวในห้อง ต้องมั่นใจว่าแกอยู่ในที่ที่ปลอดภัยด้วยนะคะ)
       
       นอกจากนั้น การเปลี่ยนทัศนคติ มองสิ่งต่างๆ ที่ลูกทำในแง่บวกเข้าไว้ก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะเมื่อลูกทำบางสิ่งที่ไม่ถูกใจ การมองในแง่บวกก็อาจช่วยให้คุณหัวเราะไปกับความน่ารักของเด็กๆ แทนการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง หรือตีความว่าลูกดื้อ ลูกท้าทาย นั่นเอง
       
       5.พ่อแม่ที่พูดในสิ่งไม่ดี
       
       มีผู้ใหญ่หลายคนที่คิดว่าตนเองโตแล้วจะพูดอะไรก็ได้ และคนที่ต้องรับฟังก็คือเด็กที่ไม่สามารถต่อกรได้ ในจุดนี้อยากเรียนว่า คนที่อยู่รอบๆ ตัวเด็กล้วนมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กทั้งสิ้น ถ้าอยากให้ลูกเติบโตเป็นคนดีของสังคม ก็ควรจะป้อนสิ่งดีๆ ให้ลูก ในทางตรงกันข้าม ถ้าพ่อแม่หรือคนเลี้ยงเด็กคอยแต่ป้อนสิ่งไม่ดี เช่น พูดจากระแหนะกระแหน ต่อว่าด่าทอ เชื่อว่า จิตใจของเด็กก็จะบอบช้ำ และต้องทุกข์กับความเลวร้ายของคำพูดแย่ๆ เหล่านี้ไปอีกนาน
       
       ส่วนคำถามที่ว่าจะฝึกตัวเองให้พูดในสิ่งดีๆ ได้อย่างไร ในทางพุทธศาสนาได้ให้คำชี้แนะเอาไว้ดังนี้ค่ะ ได้แก่ การเลือกพูดแต่ความจริง เลือกกล่าวในสิ่งที่ทำให้ผู้ฟังสบายใจ การกล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพ และเป็นถ้อยคำที่ให้สติแก่ผู้อื่น เรื่องบางเรื่องตอบไม่รู้ไปบ้างดีกว่าการกล่าวถ้อยคำที่เป็นโทษออกไปก็น่าจะดีกว่าค่ะ
       
       6.พ่อแม่ที่หลงในอบายมุข
       
       การใช้เวลากับสมาชิกในครอบครัวอาจลดน้อยลงในกรณีที่พ่อแม่หลงมัวเมาอยู่กับอบายมุข รวมถึงเงินทองและความสุขที่จะค่อยๆ ร่อยหรอตามไปด้วย หากคุณพ่อคุณแม่ตระหนักได้ว่าตนเองตกอยู่ในภาวะดังกล่าว ก็ถือเป็นโชคดีที่จะได้รู้ถึงความเลวร้ายและถอนตัวออกมา แต่หลายคนก็ไม่สามารถทำได้ เพราะจิตใจไม่เข้มแข็ง เมื่อถูกเพื่อนชวนก็ใจอ่อนตกปากรับคำไปกับเขา ปล่อยให้ลูกๆ และครอบครัวล่มสลายทางใครทางมันก็มีให้พบเห็นอยู่บ่อยๆ
       
       ท้ายที่สุดนี้ ทีมงานเชื่อว่า ข้อเสียของคนเป็นพ่อแม่ทั้ง 6 ประการ หากลด ละ เลิกได้ ครอบครัวและลูกๆ จะมีความสุขขึ้นอีกมากค่ะ และเราเชื่อว่า คนเราเมื่อเลือกเป็นพ่อแม่ของเด็กสักคนหนึ่งแล้ว การจะกล่อมเกลาเลี้ยงเขาให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ อาจไม่จำเป็นต้องหาเทคนิคสร้างเด็กดีจากที่ไหน เพราะบางเรื่องก็สร้างได้จากตัวคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง อยู่ที่ว่า วันนี้คุณจะยอมรับและปรับตัวเพื่อลูก ๆ กันหรือเปล่าค่ะ
       
       หมายเหตุ : ทีมงานยังเป็นกำลังใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่น่ารัก และอดทนเพื่อลูก ๆ เสมอค่ะ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า สมัยนี้อบายมุขนั้นอยู่รอบตัว ทำให้เรามีโอกาสได้พบเห็นครอบครัวที่ล่มสลายจากการเผลอไผลให้กับอบายมุขเหล่านั้นบ่อยๆ และนั่นคือที่มาของบทความในวันนี้ค่ะ หากส่วนใดส่วนหนึ่งของเนื้อหาทำให้คุณพ่อคุณแม่บางท่านเสียกำลังใจ ทีมงานต้องขออภัยมา ​ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ที่มา  http://www.manager.co.th