ตลุยดง..."โสม"

Posted on 2017-12-07

ตลุยดง...

ความจริงโสมในสกุลเดียวกันนี้มีถึง 8 ชนิด เช่น โสมจีน, โสมญี่ปุ่น, โสมหิมาลายัน, โสมอเมริกัน เป็นต้น แต่เชื่อว่าโสมชนิดอื่น ๆ นอกจากโสมเกาหลี และโสมอเมริกันแล้ว ไม่มีความสำคัญ หรือคุณค่าพอในแง่ยาสมุนไพรในเชิงพาณิชย์ 

โสมอเมริกัน (American Ginseng) เดิมเป็นไม้ป่าทั่วไป จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "wild ginseng"มีอยู่ชุกชุมในป่า แถวจังหวัดคิวเบ็ก หรือมานิโตบาในประเทศแคนาดา และทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา เช่น แคโรไลนาเหนือ, จอร์เจีย, เท็นเนสซี แต่ปัจจุบันมีการเพาะปลูกแถวคอนเน็คติคัท, เค็นตักกี และมินเนโซต้ามาก เพื่อส่งมาขายที่ฮ่องกง เนื่องจากชาวจีนนิยมใช้ไม่แพ้โสมเกาหลี และบ้านเรารู้จักดี ในนาม โสมขาว ซึ่งเมื่อวิเคราะห์สารเคมีในโสมขาวแล้ว พบว่าเป็นสารซาโปนิน (saponin) กว่า 30% โดยสารนี้ไม่ถือว่าเป็นจินเซ็งโนไซด์ (ginsenoside) 

ดร.คาร์ล ไฮน์ รูเกิร์ต (Karl Heinz Rueckert) เป็นเภสัชกรชาวสวิส แกเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อ 30 ปี ก่อนมีโอกาสมาพำนักอยู่ในเอเซียตะวันออกไกลราว 3 ปี และได้เห็นประโยชน์ ทางการรักษา ของโสมเกาหลีแล้วรู้สึกทึ่ง แต่ขณะเดียวก็มองเห็นความยากลำบาก ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และมาตรฐานเดียวกัน เหตุเพราะว่า ไม่มีกรรมวิธีวิเคราะห์ และควบคุมคุณภาพ อีกทั้งยังไม่มีการศึกษาทางเภสัชวิทยา และการวิจัยแบบ double blind ทางคลินิกเลย 

เมื่อสบโอกาส แกก็เลยลองถามศาสตราจาย์ที่รู้เรื่องโสมท่านหนึ่งว่า ทำไมไม่มีการศึกษาวิจัยเลยศาสตราจาย์ท่านนั้นตอบว่า "บรรพบุรุษของเรา ใช้โสมมาอย่างได้ผลนับพัน ๆ ปีแล้ว, จะต้องเสียเงินเสียเวลาวิจัยอีกทำไม ?" แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์จากชาติตะวันตก ดร.รูเกิร์ต บอกตัวเองว่า คงยอมรับคำตอบ แค่นี้ไม่ได้ เมื่อกลับไปสวิสเซอร์แลนด์ แกเลยระดมทุนววิจัยโสมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ 30 ปีเข้านี่แล้ว โดยร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากเกาหลี 

ระหว่างการวิจัยก็พบว่ารากโสมทุกชนิดไม่ได้มีตัวยาสำคัญเสมอไป โสมดี ๆ จะปลูกได้แห่งเดียวที่ประเทศเกาหลี กระบวนการเพาะปลูกค่อนข้างยุ่งยาก และกินเวลานานถึง 6 ปี และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วรากจะคงสภาพอยู่ดีเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ทางแก้คือการสร้างกระบวนการแปรรูปเพื่อรักษาตัวยาสำคัญที่อยู่ในราก มิให้เสื่อมสภาพไป รากที่เก็บเกี่ยวมาต้องคัดเอาเฉพาะส่วนดี ๆ ด้วยเหตุนี้โสมดี ๆ จึงต้องมีราคาแพง ณ. จุดนี้จึงเป็นช่องทางให้พ่อค้าที่ขาดคุณธรรม ฉวยโอกาสนำรากโสมคุณภาพต่ำ แต่จำหน่ายในราคาสูง เพื่อเอากำไรมาก ๆ โดยผู้บริโภคอาจไม่ได้ประโยชน์ เนื่องจากไม่มีตัวยาสำคัญอยู่หรือถึงมีก็น้อย 

โสมอาจเสื่อมเสียได้จาก ผู้ผลิตบางรายไม่มีประสบการณ์ของการผลิตสินค้าดีมีคุณภาพ ใช้รากสารพัดชนิดจากโสมหลาย ๆ ชาติหลาย ๆ พันธุ์ ซึ่งมีตัวยา ในปริมาณต่าง ๆ กัน บ้างก็ใช้รากเก่าผสมรากใหม่และใช้ทุกส่วนของโรค โดยไม่ทราบว่า การทำอย่างนั้น จะได้สินค้าคุณภาพต่างกัน ในแต่ละผลผลิตสุดท้าย, หมายความว่าแต่ละขวด แต่ละเม็ด อาจจะมีตัวยาไม่เท่ากัน

 

การวิจัยตลอด 30 ปีที่ผ่านมาของ ดร.รูเกิร์ต สิ้นค่าใช้จ่าย 20 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 500 ล้านบาท) สรุปได้ว่า โสมสกัดที่ดีที่สุด ได้จากการคัดเลือกรากอย่างละเอียด และวิธีการผลิตพิเศษ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ พัฒนาขึ้นมา โดยรักษามารตฐานไว้สูงมาก ดร.รูเกิร์ต บอกว่า ขณะนี้การค้นหาโสมสกัด ชนิดเยี่ยม ที่สุดยังคงดำเนินต่อไป

 

ที่มา  http://siamdara.com