“ความรุนแรงในครอบครัว” กฎหมายช่วยได้?

Posted on 2017-12-27

“ความรุนแรงในครอบครัว” กฎหมายช่วยได้?

       ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หากติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงข่าวอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องจะพบว่า สถิติการกระทำรุนแรงในครอบครัวนั้นเกิดขึ้นอย่างถี่ยิบ และเป็นเหตุให้หลายครอบครัวต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ นอกจากนั้นยังสามารถทำให้อนาคตของชาติส่วนหนึ่งมีปมในใจติดตัวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ด้วย ล่าสุดกับข่าว “พ่อเฒ่าวัยดึกหึงโหดยิงเมีย และลูกดับสยองคาบ้าน ก่อนปลิดชีพตัวเองตายตาม” ก็สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี 


       ทั้งนี้ “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว” อาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมของทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งผู้ถูกกระทำโดยมากมักจะเป็นคุณแม่และลูกน้อย จากข้อมูลของสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ชี้ว่าสาเหตุของความรุนแรงในครอบครัวที่พบได้บ่อยมีดังนี้
       
       - คู่สมรสทำร้ายกันเอง ทั้งสามีทำร้ายภรรยา และภรรยาทำร้ายสามี (ซึ่งเป็นส่วนน้อย)
       - บิดามารดาทำร้ายบุตร
       - ผู้ที่แข็งแรงกว่าทำร้ายบุพการีที่มีความชราภาพ หรือญาติผู้ใหญ่ที่มีความอ่อนแอทางสรีระ

       
       จากข้อมูลของศูนย์พึ่งได้  มีผู้เข้ารับบริการจากศูนย์ฯ ในประเด็นความรุนแรง 22,565 ราย เป็นเด็ก 11,491 ราย (เด็กชาย 1,214 ราย และเด็กหญิง 10,277 ราย) และเป็นสตรี 11,074 ราย โดยการกระทำความรุนแรงมีทั้งทางกาย ทางเพศ ทางจิตใจ รวมถึงการละเลยทอดทิ้งและการบังคับแสวงหาประโยชน์
       
       ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ เมื่อไล่ดูความเกี่ยวข้องของผู้กระทำรุนแรงต่อผู้หญิงแล้วพบว่า อันดับหนึ่งคือ “คู่สมรส” รองลงมาคือแฟน/เพื่อน หรือแม้แต่พ่อแม่แท้ๆ ก็ยังติดโผ ส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์ในลำดับรองลงมา เช่น เพื่อนบ้าน นายจ้าง ญาติพี่น้อง ก็มีติดอยู่ในรายการเช่นกัน
       
       ทั้งนี้ หากพิจารณาให้ลึกจะพบว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมักเกิดจากความกดดันในปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
       
       1. ระดับตัวบุคคล เช่น ประสบปัญหาระหว่างตั้งครรภ์ น้ำหนักแรกเกิดต่ำ พิการ ปัญญาอ่อน เคยเห็นหรือเคยถูกทำร้ายในวัยเด็ก มีความภูมิใจในตัวเองต่ำ มีการใช้สุรา สารเสพติดต่างๆ ขาดทักษะในการควบคุมอารมณ์ มีปัญหาทางจิต
       
       2. ระดับครอบครัว เช่น เป็นพ่อแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นพ่อหรือแม่ที่เลี้ยงลูกตามลำพัง เป็นครอบครัวใหญ่ที่อยู่อย่างแออัด ครอบครัวหย่าร้าง ผู้ปกครองมีการศึกษาไม่สูง มีทัศนคติต่อการใช้ความรุนแรงในทางบวก
       
       3. ระดับเพื่อนบ้านและชุมชน เช่น มีการย้ายที่อยู่บ่อยๆ อยู่ในชุมชนแออัด เป็นครอบครัวเดี่ยวไม่ค่อยได้ติดต่อกับสังคมภายนอก มีแหล่งสุรา สารเสพติดอยู่ใกล้ๆ ในชุมชนไม่ช่วยเหลือกันและกัน
       
       4. ระดับสังคม เช่น สังคมที่อาศัยอยู่มีการแบ่งชนชั้น เชื้อชาติ วัฒนธรรม หรือ สื่อในสังคมนั้นๆ มีการแสดงเรื่องความรุนแรงอยู่เป็นนิตย์
       
       แต่ต้้นเหตุสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวลุกลามและรุนแรงมากขึ้นก็คือความเชื่อผิดๆ ว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวจึงทำให้ผู้ถูกกระทำปกปิดปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ขอความช่วยเหลือแม้จะสามารถทำได้ก็ตาม
       
       นิยามความรุนแรง
       
       รูปแบบการกระทำรุนแรงต่อผู้หญิงในครอบครัว พบได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
       
       1. ความรุนแรงทางด้านร่างกาย เช่น การผลัก ตบ ตี ต่อย ทุบ เตะ กระทืบ กระชาก บีบคอ ล่ามโซ่ กักขัง รวมไปถึงการทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธหรือของมีคมต่างๆ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส นอกจากนี้การสำส่อนทางเพศอันเป็นเหตุให้ภรรยาและบุตรติดเชื้อโรคร้ายก็เป็นการทำร้ายร่างกายอย่าหนึ่งด้วย
       
       2. ความรุนแรงทางด้านจิตใจ เช่น การพูดประชดประชัน ด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตะคอก ตวาด ทำให้ขายหน้า เปรียบเทียบเป็นสัตว์ ประณามว่าชั่วช้า ข่มขู่ การโดดเดี่ยวไม่ให้คบกับบุคคลอื่น การมีภรรยาหลายคนในเวลาเดียวกัน การไม่รับผิดชอบเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น
       
       3. ความรุนแรงทางด้านเพศ เช่น การใช้กำลังบังคับภรรยาให้มีเพศสัมพันธ์ในลักษณะที่ภรรยาไม่ชอบและไม่ต้องการ การบังคับให้ภรรยาขายบริการทางเพศ หรือมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่น การมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาโดยไม่คำนึงว่าภรรยาจะมีความสุขหรือไม่ เป็นต้น

        กฎหมายช่วยได้?
       
       สิ่งหนึ่งที่ควรทราบหากมีความเสี่ยงต่อการถูกกระทำรุนแรงจากบุคคลในครอบครัวก็คือ “กฎหมาย” ต่างๆ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550, พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 หรือแม้กระทั่ง
       พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ได้มีการให้ความคุ้มครองผู้ถูกกระทำเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น
       
       พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ได้ระบุไว้ว่า ผู้ถูกกระทำหรือผู้ที่พบเห็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัวมีหน้าที่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการ ซึ่งสามารถทำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งด้วยคำพูด ยื่นเป็นหนังสือ โทรศัพท์ แจ้งทางอีเมล หรือวิธีการอื่นๆ ซึ่งผู้แจ้งโดยสุจริตจะได้รับการคุ้มครองและไม่ต้องรับความผิดใดๆ
       
       หรือเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบเห็นหรือได้ทราบการกระทำรุนแรงในครอบครัว พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุได้ทันที เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการกระทำ หากผู้ถูกกระทำรุนแรงต้องการจะดำเนินคดี ก็ให้จัดให้ผู้นั้นร้องทุกข์ตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้นั้นไม่สามารถร้องทุกข์ได้ด้วยตนเอง พนักงานเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ร้องทุกข์แทนได้ และในการสอบสวนผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ หรือบุคคลที่ผู้ถูกกระทำรุนแรงร้องขอร่วมอยู่ด้วยเพื่อให้คำแนะนำปรึกษา
       
       นอกจากนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถออกคำสั่งในการกำหนดวิธีการ หรือมาตรการเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวเป็นการชั่วคราวในระหว่างการสอบสวน (ไม่ว่าจะมีการร้องขอหรือไม่) เช่น แจ้งให้ผู้กระทำรุนแรงชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นตามสมควร การสั่งห้ามเข้าใกล้ครอบครัว รวมถึงจัดให้เข้ารับการตรวจจากแพทย์ ฯลฯ
       
       ทั้งนี้ ไม่ว่าคดีความรุนแรงในครอบครัวจะดำเนินการไปถึงขั้นใด คู่กรณีก็สามารถยอมความกันได้โดยมีเงื่อนไขให้ผู้กระทำรุนแรงต้องปฏิบัติตามเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำ หากไม่สามารถทำได้ก็จะให้การหย่าเป็นไปด้วยความเป็นธรรมและเสียหายน้อยที่สุด โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของลูกๆ เป็นสำคัญ
       
       อย่างไรก็ดี แม้จะมีกฎหมายออกมาให้ความคุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรง แต่การบังคับใช้ให้เกิดผลในเชิงบวกต่อสังคมนั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป ว่าจะสามารถช่วยลดความรุนแรงในสังคมได้จริง หรือเป็นแค่เสือกระดาษดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ พ.ร.บ.อื่นๆ 
       
       สำหรับท่านใดที่ประสบปัญหา สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้จากเครือข่ายต่างๆ ดังนี้
       
       1. สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ศูนย์ประสานงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โทร.02-306-8774, 02-306-8983
       
       2. ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัว กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โทร. 02-659-6287
       
       3. ติดต่อได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทั่วประเทศ
       
       4. บ้านพักเด็กและครอบครัว กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (กรุงเทพฯ) โทร.02-354-7580, 02-354-7572
       
       5. ศูนย์ประชาบดี โทร.1300



ที่มา  http://www.manager.co.th