อาหารทิพย์...นมข้าวยาคู

Posted on 2017-12-28

อาหารทิพย์...นมข้าวยาคู

ประเพณีการทำนมข้าวยาคูนั้น ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยสันนิษฐานว่า มีต้นกำเนิดมาจากพวกพราหมณ์ในอินเดีย เป็นการทำบุญในเวลาที่ต้นข้าวออกรวงเป็นน้ำนม เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในนา เหมือนอย่างที่คนไทยเรามีประเพณีสารทไทย ซึ่งเป็นการทำบุญสิ้นเดือน 10 อันเป็นเวลาที่ข้าวออกรวง จึงมีการนำข้าวอ่อนที่เพิ่งออกรวงเป็นน้ำนมนั้นมาปรุง เป็นข้าทิพย์ ข้าวปายาส ข้าวยาคู และขนมกระยาสารท ถวายพระสงฆ์ เพื่อเป็นสิริมงคลต่อข้าวในนา และผู้ที่ได้รับประทานอาหารเหล่านี้ 

นอกจากนี้ ก็ยังมีประเพณีกวนข้าวยาคู นิยมทำกันในเดือน 3 ต่อเนื่องวันมาฆบูชา เมื่อกวนเสร็จจะตักแบ่งส่วนหนึ่งไปถวายพระสงฆ์ ที่เหลือก็แจกจ่ายญาติมิตรโดยมีความเชื่อสืบกันว่า นมข้าวยาคูนั้นเป็นอาหารทิพย์ช่วยให้สมองดี เกิดปัญญาแก่ผู้บริโภค ดังเช่นในพุทธประวัติที่กล่าวถึงนางสุชาดา หุงข้าวอ่อนที่เรียกว่า "ข้าวมธุปายาสยาคู" ถวายแด่พระพุทธเจ้า และหลังจากพระพุทธองค์เสวยแล้ว ก็ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จึงเชื่อกันว่า ข้าวมธุปายาสหรือข้าวยาคูเป็นอาหารวิเศษ 

ความเชื่อในการเป็นอาหารทิพย์ของ นมข้าวยาคู ยังทำให้มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง มีอายุยืนยาว มีผิวพรรณผ่องใส และสามารถขจัดโรคร้ายได้ทุกชนิด รวมทั้งบันดาลความสำเร็จให้ผู้บริโภคสมปรารถนาในสิ่งที่คิดได้อีกด้วย 

ว่าไปแล้วคุณประโยชน์ของนมข้าวยาคูที่มีต่อสุขภาพตามความเชื่อในอดีตกับบทพิสูจน์ของหลักวิชาการสมัยใหม่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะข้าวอ่อนที่นำมาทำนมข้าวยาคูนั้น คือข้าวอ่อนในระยะที่เป็นน้ำนม ซึ่งเป็นระยะที่ข้าวมีการเก็บสะสมสารอาหารที่สำคัญไว้มาก นอกจากสารอาหารหลักในหมู่คาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีสารอาหารเสริมในหมู่วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามินบี 1 มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทช่วยในการเจริญเติบโตและช่วยป้องกันการเกิด โรคเหน็บชา วิตามินบี 2 มีประโยชน์ต่อสายตา และป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก วิตามินอี จะช่วยต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ช่วยชะลอความแก่ และแคลเซียม ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน 

สารอาหารมากมายขนาดนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก ที่คนสมัยก่อนจะมีความเชื่อว่า น้ำนมข้าวยาคู เป็นอาหารทิพย์ 

ส่วนใครที่อยากจะลองลิ้มชิมรสอาหารทิพย์จากภูมิปัญญาไทย ก็สามารถลองได้ ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ เริ่มต้นจากการนำข้าวอ่อนที่ยังเป็นน้ำนมข้าวทั้งรวง มาล้าง โขลกพอให้เม็ดข้าวแตก จากนั้นก็คั้นแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ผสมน้ำเชื่อมลงไปเล็กน้อยพอให้หวานนิด ๆ ตั้งไฟคนไปจนข้น ถ้าต้องการให้มีสีเขียวอ่อน ๆ ก็อาจใส่น้ำใบเตยลงไปด้วย ก็จะได้น้ำนมข้าวยาคูสีเขียวสวยและมีกลิ่นหอมของข้าวและใบเตย 

วิธีการทำก็คงไม่ยากสักเท่าไหร่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานชาวนาและที่บ้านหรือญาติมิตรยังคงยึดอาชีพทำนาอยู่ แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในวงศาคณาญาติเหล่านี้ ซื้อเขากินสะดวกและประหยัดกว่า... 
การกลับมาของน้ำนมข้าวยาคู...ให้ความรู้สึกว่า กงล้อแห่งกาลเวลาหมุนเวียนมาบรรจบอีกครั้ง

ที่มา  http://siamdara.com