เมื่อพ่ออ้าง"ซึมเศร้าหลังคลอด"ในการลงมือกับลูกน้อย

Posted on 2018-01-03

เมื่อพ่ออ้าง

      หากเอ่ยถึง "อาการซึมเศร้าหลังคลอด" มันอาจเป็นอาการที่คุณแม่หลายท่านคุ้นเคยกันดี แต่วันนี้มันอาจไม่ใช่อาการที่แพทย์ และตัวคุณแม่เองจะต้องให้ความสำคัญแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เมื่อมีงานวิจัยระบุว่า หากคุณพ่อเป็นโรคดังกล่าวนี้ขึ้นมาล่ะก็ อาจส่งผลร้ายต่อลูก ๆ ได้

       จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา พบว่า หากอาการซึมเศร้าหลังคลอดบังเอิญไปเกิดกับคุณพ่อ อาจทำให้คุณพ่อเหล่านั้นเผลอตัวลงมือทำร้ายลูก ๆ ในช่วงขวบปีแรกได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์
       
       โดย ดร.นีล เดวิส หัวหน้าโครงการวิจัย ผู้ทำการศึกษาข้อมูลของคุณพ่อ 1,746 ราย จาก 16 เมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกา พบว่า มีคุณพ่อ 40 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่า พวกเขาลงไม้ลงมือกับลูกน้อยของตัวเอง และในจำนวนนี้ มีคุณพ่อเพียง 13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไม่เคยเผชิญหน้ากับอาการซึมเศร้าหลังคลอด
       
       Chris Iluminati คุณพ่อวัย 33 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเป็นนักเขียน และปัจจุบันต้องเลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน ได้ยอมรับว่า เขาเองก็มีอาการซึมเศร้าหลังคลอดเช่นกัน
       
       "หลังจากได้อ่านใบปลิวเกี่ยวกับอาการซึมเศร้าหลังคลอดที่ภรรยาได้รับมา ก็รู้สึกว่าอาการของผมนั้นค่อนข้างตรงกับโรคที่อ่านเจอ"
       
       โชคดีที่คริสยังไม่เคยใช้การตีกับลูก แต่เขายอมรับว่า หลายครั้งที่เขาอยากตีลูกน้อยของตนเองจริง ๆ
       
       นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับ สภาพเศรษฐกิจในสังคมปัจจุบันที่ผู้ชายต้องเผชิญหน้ากับความกดดันในการทำงานมากขึ้น หลายองค์กรเลิกจ้างบรรดาคุณพ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ส่งผลให้คุณพ่อเหล่านั้นต้องตกงาน มาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ขณะที่ภรรยาต้องออกไปหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวแทน 
       
       ด้านนักวิจัยเจ้าของโครงการก็ได้กล่าวเตือนว่า การตีเด็กในช่วง 1 ขวบปีแรกนั้นอาจทำอันตรายต่อเด็ก ทำให้บาดเจ็บ และเด็กยังไม่เข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมที่เขาทำกับการลงโทษในลักษณะดังกล่าวว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ดังนั้นจึงไม่เป็นผลดีที่จะตีลูกในช่วงวัยนี้เป็นอย่างมาก
       
       นอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยอื่น ๆ ที่ชี้ว่า เด็กที่ถูกตีมาตั้งแต่เล็กนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกลั่นแกล้งเมื่อโตขึ้น และอาจเป็นคนก้าวร้าว มองโลกในแง่ลบได้มาก
       
       เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าว ดร.เครก การ์ฟิลด์ ผู้ช่วยกุมารแพทย์จากมหาวิทยาลัย Northwestern ให้คำแนะนำว่า สภาพสังคมในปัจจุบันทำให้มีคุณพ่อสลับบทบาทมาช่วยเลี้ยงลูกมากขึ้น ดังนั้น กุมารแพทย์เองก็ควรให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของคุณพ่อไม่แพ้คุณแม่เช่นกัน
       
       เรียบเรียงจากเดลิเมล

       ที่มา  http://www.manager.co.th