7 วิธีป้องกันภัยก่อน "Sexting" ทำลายครอบครัว!

Posted on 2018-01-04

7 วิธีป้องกันภัยก่อน

      เป็นภัยที่น่ากลัวขึ้นทุกที กับการส่งข้อความประเภท "Sexting" ซึ่งก็คือข้อความ หรือภาพที่มีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้องผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่น อีกทั้งเรายังปฏิเสธไม่ได้ว่า เด็ก ๆ ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเติบโตมากับ "ภาพโป๊ - ข้อความเชื้อเชิญทางเพศ ที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง" โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอุปกรณ์ไฮเทคในมือลูก เช่น โทรศัพท์มือถือติดกล้องดิจิตอลที่สามารถเชื่อมเด็กเข้าสู่โลกออนไลน์ได้เพียงปลายนิ้ว หรือคอมพิวเตอร์พร้อมกล้องดิจิตอลที่สามารถถ่ายภาพเปลือยแล้วส่งเข้าสู่โลกออนไลน์ไปโพสต์ตามเว็บไซต์เครือข่ายสังคมต่าง ๆ 
       
       ทั้งนี้ รายงานจากเดลิเมลได้อ้างอิงผลการสำรวจในปี 2009 พบว่า 1 ใน 5 ของเด็กวัยรุ่นมีการส่งภาพ - ข้อความทางเพศถึงกัน และเด็กหลายคนก็ได้รับข้อความจำพวกนี้ผ่านทางอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ
       
       แต่การจะดึงเครื่องมือเหล่านั้นให้ออกห่างจากตัวเด็ก ไม่ให้ใช้โทรศัพท์ ไม่ให้สมัครเฟสบุ๊ก หรือมีเพื่อนออนไลน์เลย ก็คงไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกวิธี เพราะสิ่งที่เด็กวัยรุ่นให้ความสำคัญก็คือ เพื่อน เขากลัวการถูกโดดเดี่ยวจากสังคม และอยากได้รับการยอมรับจากกลุ่ม อีกทั้งถึงลูกจะไม่มีอุปกรณ์ในมือ แต่เพื่อนลูก แฟนลูก คนรอบตัวลูกก็สามารถ "ทำได้" อยู่ดี
       
       ทำไมลูกถึงทำ...
       
       ทำไมถึงกล้าถ่ายภาพโป๊ตัวเองในอิริยาบถต่าง ๆ ส่งไปให้เพื่อนหรือแฟน รู้หรือไม่ว่ามันไม่ดี ไม่ควรทำ ฯลฯ
       
       รายงานข่าวจากเดลิเมลกล่าวว่า เด็กผู้หญิงส่วนหนึ่ง ทำเรื่องดังกล่าวเพราะถูกเพื่อนชายขอร้อง ขณะที่บรรดาเพื่อนชายนั้น ก็ทำเพราะความคึกคะนอง ประกอบกับถูกขอร้องจากเพื่อนของตนเองอีกต่อหนึ่ง นอกจากนั้นแล้ว ยังมีความจริงที่ว่า สื่อสมัยนี้ให้ความสนใจกับการเผยหน้าอก โชว์หน้าใจ และการใส่เสื้อผ้าโป๊เปลือยของดารา - เซเลบต่าง ๆ มากขึ้น หลายคนที่แต่งตัวโชว์ออฟ ได้รับเชิญมาสัมภาษณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวทางหน้าจอทีวี อีกทั้งรายการบันเทิงก็นำภาพนั้นมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อตอกย้ำสิ่งที่ดาราคนนั้นต้องการจะขาย และสิ่งเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ซึมซับเข้าสู่จิตใต้สำนึกของเด็ก ๆ วัยรุ่นอย่างที่พ่อแม่ไม่ทันตั้งตัว
       
       พ่อแม่เลยรับบทหนัก (อีกหน่อย)
       
       หน้าที่ของคนเป็นพ่อแม่ในยุค Sexting กำลังคืบคลานเข้ามาก็คือ การให้ความเข้าใจ การสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบ รู้จักรักษาสิทธิส่่วนตัว รู้จักขอบเขตของตัวเอง และรักษาขอบเขตนั้น ไม่ให้ใครมาล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวกันได้ง่าย ๆ ด้วยการ
       
       - อธิบายให้ลูกฟังแต่เนิ่น ๆ (และอาจต้องย้ำบ่อย ๆ) ว่า การส่งภาพโป๊ หรือข้อความเชื้อเชิญทางเพศออกไปนั้น เมื่อส่งออกไปแล้ว ลูกจะไม่สามารถควบคุมมันได้อีกเลย และไม่สามารถตามไปเก็บกลับคืนมาได้อีกด้วย มันจะถูกเผยแพร่ ซ้ำแล้วซ้ำอีกบนโลกออนไลน์ หรือโทรศัพท์มือถือ
       
       - สิ่งที่ต้องอธิบายต่อมาคือ แม้ลูกจะคิดว่ามันคือข้อความส่วนตัว ที่ส่งให้เพื่อนสนิท (มาก) หรือแม้กระทั่งส่งให้คนรัก ที่ลูกไว้ใจว่าเขาจะไม่ส่งต่อให้ใครอีกแน่ ๆ ก็ยังไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด เพราะวันหนึ่ง เพื่อน หรือคนรักที่ลูกเชื่อใจ อาจโกรธกัน ทะเลาะกัน ไม่ใช่คนเดิมที่เคยเป็น แล้ววันนั้น ข้อความ หรือภาพในมือเขา ก็อาจกลายเป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดที่จะหันกลับมาทำร้ายลูกนั่นเอง

       - อย่าคาดหวังกับการบังคับใช้กฎหมายมากนัก หลาย ๆ ครั้งที่กฎหมายก็ล้าหลัง ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่ทัน อีกทั้งหลายประเทศ ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ไม่มีความสามารถ ไม่เอาจริงเอาจัง จึงไม่อาจเอาผิดกับการล่วงละเมิดทางอินเทอร์เน็ตได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่าประเมินอำนาจของกฎหมายต่ำเกินไป เพราะการกระทำผิดกฎหมายทางคอมพิวเตอร์ บทลงโทษนั้นรุนแรง และถือเป็นคดีอาญา ที่ไม่สามารถยอมความได้
       
       - บอกลูกให้เข้าใจว่า ปัจจุบัน การรับคนเข้าทำงานมีการเช็คประวัติจากโลกออนไลน์ร่วมด้วย หลายครั้งที่โอกาสที่เรากำลังจะเอื้อมไปคว้าถูกทำลายลงในพริบตาเพราะสิ่งที่เราเคยโพสต์เอาไว้บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้น คงเป็นเรื่องน่าเศร้าใจหากสิ่งที่เคยทำไว้ในอดีตยังตามมาหลอกหลอนไม่สิ้นสุด
       
       - พ่อแม่ลูกวัยรุ่นควรอยู่ใกล้ชิดลูกกว่าเดิม และควรอยู่ในลักษณะของการเป็นเพื่อน ไม่ใช่พ่อแม่ที่วุ่นวาย ชอบออกคำสั่ง เด็ก ๆ ในวัยนี้จะทราบอยู่แล้วว่าภาพโป๊มันมีอยู่รอบตัว แต่ถ้าเขามีภูมิคุ้มกันที่บ้านที่ดี เมื่อมีปัญหาเขาจะกลับมาหาพ่อแม่ และสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ยึดติดกับเพื่อน ๆ มากเกินไป
       
       - บอกกล่าวเรื่องบทลงโทษของบ้านเอาไว้ให้ลูกฟังอย่างชัดแจ้ง พ่อแม่นอกจากเตือนเรื่องการใช้งานแล้ว หากลูกไม่เชื่อฟัง และแอบใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออินเทอร์เน็ตกระทำการดังกล่าวอีก สิ่งที่ต้องตามมาก็คือบทลงโทษ ซึ่งอาจเป็นการยึดโทรศัพท์ - โน้ตบุ๊กคืนจากลูก รวมถึงการเข้าไปยกเลิกการใช้งานเฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ ฯลฯ ที่ลูกใช้อยู่ เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยบุคคลภายนอกด้วย
       
       - บอกลูกว่า อย่ากลัวหากลูกถูกเพื่อน หรือใครก็ตามที่อ้างว่ามีภาพ - ข้อความไม่ดี ๆ ของลูกอยู่ แล้วเอามาข่มขู่ แบล็คเมลให้ยินยอมทำตามที่เขาเหล่านั้นต้องการ หากบอกพ่อแม่ คนเหล่านั้นจะถูกจัดการตามกฎหมาย เหตุที่ต้องบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าเพราะปัจจุบันมีเด็กหลายคนในโลกที่เจอเรื่องราวเช่นนี้ แล้วไม่กล้าบอกผู้ปกครอง หวังจะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายยิ่งถลำลึกลงไป จนก่อให้เกิดความเสียหายตามมาอีกมากมาย
       
       สุดท้าย สิ่งที่อยากเตือนคือ "ปุ่ม Delete อยู่ที่จิตสำนึกของผู้รับ" ทันทีที่ส่งข้อความประเภท Sexting ออกไป เด็กจะไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของภาพ หรือข้อความนั้นได้อีก ภาพจะถูกลบหายหรือส่งต่อ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้ที่ได้รับแล้ว
       
       โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนบอกได้เพียงว่า อย่าไว้วางใจโลกออนไลน์มากจนเกินไป หลายคนมองคนอื่นบนอินเทอร์เน็ตเป็นเพื่อนสนิทไปหมด โพสต์รูป โพสต์ข้อความมากจนเกินพอดี เสิร์ชด้วยกูเกิลแล้วมีลิงค์ให้ค้นหาต่อเพียบ จนทำให้ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า จริง ๆ แล้ว สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า อาจเป็นการ
       
       "จับให้ได้ถ้านายแน่จริง" 
       
       ลองเป็นคนที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถค้นหาตัวตนของคุณได้จากโลกออนไลน์ หรือหากค้นได้ก็ให้น้อยที่สุดกันดูดีกว่าไหม ผู้เขียนว่า ในยุคกูเกิลครองเมือง เรื่องนี้เจ๋งกว่าหลายสิบเท่าค่ะ
       
       ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากเดลิเมล และ kidshealth.org

       ที่มา  http://www.manager.co.th/