ปวดหัวกับ"วัยรุ่นหนีเรียน"เชิญทางนี้ มีทางแก้ดี ๆ มาฝากกัน

Posted on 2018-01-09

ปวดหัวกับ

       เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงรู้สึกวางใจ และสบายใจ เมื่อได้เห็นว่า ลูกของตนเองแต่งชุดนักเรียนเรียบร้อย หิ้วกระเป๋า ออกเดินทางไปโรงเรียนทุกวัน แถมยังกลับบ้านตรงเวลา แต่หัวใจของพ่อแม่จะตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที หากวันที่ลูกควรจะไปโรงเรียน กลับมีโทรศัพท์จากฝ่ายปกครองของโรงเรียนโทรมาสอบถามว่า "วันนี้ ....ขาดเรียน เป็นอะไรหรือเปล่าคะ"
       
       ก่อนอื่น คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงต้องยอมรับความจริงที่ว่า การโดดเรียนนั้นเป็นพฤติกรรมปฏิเสธโรงเรียนชนิดหนึ่งที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งในเด็กยุคนี้ และสมัยที่ตัวคุณพ่อคุณแม่เองยังเด็ก ซึ่งเคยมีงานวิจัยระบุว่า ในเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจำนวน 1,000 คนนั้น จะพบเด็กที่เคยโดดเรียนโดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ทราบ หรือไม่ได้ขออนุญาตอย่างน้อย 1 ครั้ง ราว 400 คน หรือ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หากพ่อแม่เมินเฉยต่อเสียงโทรศัพท์จากโรงเรียนที่โทรมาแจ้งเรื่องการขาดเรียนของเด็ก ปล่อยให้การขาดเรียนของลูกเกิดขึ้นบ่อย ๆ ผลเสียจะตกที่ตัวเด็ก เพราะจะเรียนตามเพื่อนไม่ทันได้
       
       สาเหตุสำคัญเกิดจาก "การเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก" เช่น เด็กมีการย้ายห้อง ย้ายโรงเรียน ต้องเจอเพื่อนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ คุณครูคนใหม่ เปลี่ยนวิชาเรียน ถูกกลั่นแกล้ง ฯลฯ หรือในบางกรณีอาจเกิดจากปัญหาในครอบครัว ที่ทำให้เด็กเกิดความเครียด หรือมีอาการเจ็บป่วยจนไม่อยากไปโรงเรียน
       
       ลูกของคุณกำลังมีปัญหาจนต้องโดดเรียนหรือไม่นั้น สังเกตได้จาก
       - ไม่มีการบ้านมานั่งทำเหมือนเด็กคนอื่น ๆ
       - ไม่คุยเกี่ยวกับเพื่อน หรือครูที่โรงเรียนให้ฟัง
       - หลีกเลี่ยงบทสนทนาเกี่ยวกับโรงเรียน
       - ไม่เล่าให้พ่อแม่ฟังว่าตนเองทำอะไรบ้างเวลาอยู่ที่โรงเรียน
       
       ปกติแล้ว ทางโรงเรียนจะติดต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง หากพบว่ามีนักเรียนขาดเรียน ซึ่งหากพ่อแม่ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และแก้ไขอย่างทันท่วงที ก็จะเป็นผลดีต่อเด็กมากกว่าการปล่อยลูกไปตามยถากรรม เพราะจะทำให้เด็กตามเนื้อหาการเรียนไม่ทัน อีกทั้งยังทำให้เด็กขาดความเชื่อมโยงกับ "โรงเรียน" มากขึ้น ๆ
       
       พ่อแม่สามารถให้การสนับสนุน และกระตุ้นให้ลูกไปโรงเรียนได้ ดังนี้ 
       - เปิดใจคุยกับลูกว่าทำไมลูกถึงไม่ต้องการไปโรงเรียน
       - รับฟังปัญหา หรือความกลัวในใจลึก ๆ ที่ลูกเป็นอยู่
       - ช่วยลูกหาทางแก้ไขปัญหา หรือปรับตัวปรับใจให้ดีขึ้น
       - ปรึกษากับคุณครู หรือเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนในการช่วยจัดหาที่ปรึกษา ซึ่งอาจเป็นเพื่อน หรือคุณครู หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการช่วยลูกของคุณจัดการกับปัญหา
       - ปรึกษาคุณครูเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการทำให้ลูกของคุณสนใจเนื้อหาการเรียนและมีส่วนร่วมมากขึ้น
       - คุยกับพ่อแม่ของเพื่อนลูก เพื่อจะได้มีแนวร่วมช่วยกันกระตุ้นให้เด็กสนใจในการเรียน
       
       นอกจากนี้ พ่อแม่ยังสามารถอธิบายถึงความสำคัญของการไปโรงเรียนให้เด็ก ๆ ทราบด้วยก็ได้ เช่น
       - การไปโรงเรียน จะมีวิชาเรียนหลากหลาย และอาจทำให้เด็กดึงศักยภาพของตนเองออกมาได้มากขึ้น หรือค้นพบในสิ่งที่ตนเองถนัดจากการลองทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่โรงเรียน
       - การไปโรงเรียนทำให้เด็กได้พบเจอเพื่อน ๆ การมีเพื่อนช่วยให้เกิดเครือข่าย เกิดความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในเวลายากลำบาก
       - มีการบ้านสนุก ๆ มาทำ
       - มีโอกาสที่จะเกิดพฤติกรรมเสี่ยงน้อยกว่า
       
       นักวิจัยพบด้วยว่า การที่เด็กอยู่ในโรงเรียนนั้นเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย ไม่เฉพาะด้านการศึกษา แต่ยังรวมถึงหน้าที่การงานในอนาคต รายได้ สุขภาพ และความเป็นอยู่ของเขาด้วย
       
       เรียบเรียงจาก Raising Children Network

       ที่มา  http://www.manager.co.th/