กระตุ้นวงจรสมองลูกในครรภ์ด้วย “เสียง” ของพ่อแม่

Posted on 2018-01-10

กระตุ้นวงจรสมองลูกในครรภ์ด้วย “เสียง” ของพ่อแม่

        เป็นที่ทราบกันดีว่า การอ่านหนังสือ หรือคุยกับลูกตั้งแต่ตั้งครรภ์ ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของลูกได้ ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างวงจรในสมองของลูกตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นวงจรเสียงพ่อแม่ วงจรความรู้สึกภายในที่มีต่อพ่อแม่ วงจรกลิ่นร่างกายของแม่และพ่อ ที่ส่งผ่านทางแม่ และวงจรสัมผัสแห่งความรักที่ได้รับผ่านการสัมผัสหน้าท้องของแม่
       
       ความสำคัญนี้ พญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง กล่าว และเขียนไว้ในหนังสือสมองอ่าน อ่านสมอง ว่า ถ้อยคำต่างๆ ที่คุณแม่ได้ถ่ายทอดผ่านการอ่านหนังสือ พูดคุย หรือเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ลูกฟังในระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางภาษาอย่างรวดเร็วนับแต่แรกคลอด ซึ่งนับเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยสร้างสายใยแห่งสัมพันธภาพอันลึกซึ้งระหว่างพ่อแม่ลูก และส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อญาติพี่น้อง และขยายไปยังคนอื่นๆ รอบตัวด้วย
       
       สอดรับกับการศึกษาของ Dr.F.Rene Van de Carr สูติแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยในเมืองเฮย์เวิร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ได้ทดลองกับคุณแม่ตั้งครรภ์กว่า 3,000 คน ให้กระตุ้นลูกในครรภ์ด้วยการสัมผัส พูดคุย เปิดดนตรีให้ลูกฟัง พบว่า กิจกรรมต่างๆ ที่คุณแม่ติดต่อสื่อสารกับลูก ทำให้เกิดความสัมพันธ์แนบแน่น และพบว่า ทารกจะสงบ สนใจสิ่งแวดล้อมภายนอก มีความสุข และยังสามารถเดิน และพูดได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการกระตุ้นอีกด้วย
       
       ทั้งนี้ มีพ่อแม่หลายๆ คู่ที่ได้ทดลองพูดคุย และอ่านหนังสือกับลูกตั้งแต่อยู่ในท้องจนกระทั่งคลอดก็พบตรงกันว่า ลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่าย และไม่โยเย บอกเล่าได้จาก 2 คุณแม่คนเก่งอย่าง บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และ กีต้าร์-ศิริพิชญ์ วิมลโนช การพูดคุยกับลูก และสัมผัสด้วยความรักบ่อยๆ ตั้งแต่ในครรภ์ ช่วยสร้างสายใยแห่งรักระหว่างแม่กับลูกได้เป็นอย่างดี ทั้งยังส่งผลให้ลูกเติบโตเป็นเด็กน่ารัก และอารมณ์ดีอีกด้วย
       
       เช่นเดียวกับว่าที่คุณแม่มือใหม่ หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ แม้ว่าตอนนี้จะตั้งครรภ์ได้ 2 เดือนกว่าๆ แต่เธอและสามีก็เชื่อว่า การพูดคุยกับลูกตั้งแต่ในครรภ์จะช่วยให้ลูกคุ้นเคยกับเสียงพ่อแม่ และคลอดออกมาเป็นเด็กเลี้ยงง่าย และอารมณ์ดี 


        “ที่บ้านหนิง เราคุยกับลูกบ่อยมาก โดยเฉพาะสามี เขาจะคุยกับลูกเหมือนคุยกับเรา ว่า เดี๋ยวพ่อจะไปทำงานแล้วนะ พ่อกลับมาแล้วนะ ซึ่งลูกก็จะคุ้นเคยกับเสียงพ่อของเขาด้วย ดังนั้น อยากให้คุณพ่อพยายามคุยกับลูกบ่อยๆ ไม่ใช่ปล่อยให้คุณแม่พูดคุยเพียงฝ่ายเดียวค่ะ” ว่าที่คุณแม่มือใหม่เผย
       
       อย่างไรก็ดี การที่คุณพ่อพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ไม่เพียงแต่จะเชื่อมโยงสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพ่อลูกแล้ว ยังช่วยให้เจ้าตัวเล็กมีพัฒนาการในการแยกแยะความแตกต่างของเสียงที่ได้ยินได้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 6-7 เดือน เด็กสามารถจดจำเสียงที่มาจากภายนอกได้แล้ว เช่น เสียงพูดคุย และเสียงเพลงต่างๆ พอลูกคลอดออกมาแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเพลง หรือเสียงพ่อแม่ที่คุ้นเคย เขาก็จะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย โดยการพูดคุยนั้น ควรพูดกับลูกช้าๆ หรืออ่านหนังสือนิทานที่มีเนื้อหาเข้าใจง่าย และไม่เครียด
       
       เห็นได้ว่า การสร้างภาวะอารมณ์ทางบวกต่อสิ่งรอบตัว เช่น ความอ่อนโยน ละเมียดละไมจากสัมผัสและน้ำเสียงอันอ่อนโยนที่เปี่ยมด้วยความรัก จะเป็นแรงกระตุ้นวงจรในสมองด้านอารมณ์ที่อ่อนโยนของเด็ก และแรงสั่นสะเทือนของความสัมพันธ์อันอบอุ่นนี้จะเป็นสิ่งเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกอย่างดีเยี่ยม โดยไม่ต้องมีกิจกรรมอะไรที่ซับซ้อนเลย
       
       ก่อนนอนคืนนี้อย่าลืมคุย หรือเล่านิทานให้เจ้าตัวเล็กในท้องฟังกันด้วยนะครับ


ที่มา  http://www.manager.co.th/