ไขปมเด็กยุคใหม่..ทำไมไม่ค่อยชอบคุยกับพ่อแม่!

Posted on 2018-01-10

ไขปมเด็กยุคใหม่..ทำไมไม่ค่อยชอบคุยกับพ่อแม่!

        "พ่อแม่ชอบจู้จี้ ขี้บ่น หนูก็เลยไม่ค่อยชอบ และไม่อยากคุยด้วยแค่นั้นเอง" เด็กหญิงวัยรุ่นรายหนึ่งในตัวจ.สมุทรปราการเปิดใจผ่านทีมงาน Life & Family ถึงสาเหตุที่ไม่อยากคุยกับพ่อแม่ แถมยังเปิดปากต่อไปอีกว่า ถ้าพ่อแม่เพลา ๆ เรื่องแบบนี้ลงไปบ้าง เรื่องต่อล้อต่อเถียงก็คงจะมีน้อยลง
       
       ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ปัญหาที่พบได้บ่อยในอันดับต้น ๆ ของลูกในช่วงวัยรุ่นกับพ่อแม่ คือ การคุยกันแล้วไม่เข้าใจกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกว่าทำไมเด็กยุคใหม่ไม่ค่อยอยากคุยกับพ่อแม่ หรือน้อยมากที่เราจะพบเห็นลูกวัยรุ่นไปไหนมาไหนกับพ่อแม่ เหล่านี้คือสิ่งที่พบได้บ่อยจนกลายเป็นปมที่แก้ได้ยากขึ้น
       
       ไม่เพียงแต่ความรู้สึกของเด็กหญิงวัยรุ่นในข้างต้น เล็กนักศึกษาชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ถ่ายทอดความในใจคล้าย ๆ กันในงานเสวนางานหนึ่งที่รพ.จุฬาฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เธอรักพ่อกับแม่มาก แต่บางครั้งไม่ค่อยอยากคุยด้วย เพราะไม่ชอบวิธีการจู้จี้ หรือวุ่นวายกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มากเกินไป อีกทั้งรู้สึกอึดอัดทุกครั้งเวลาที่พ่อแม่ไม่ค่อยฟังเหตุผล
       
       "หนูอยากเป็นนกน้อยที่โบยบินออกจากกรงด้วยตัวของตัวเองบ้าง ไม่อยากให้พ่อมาจู้จี้กับเรื่องของหนูมากเกินไป อย่างเรื่องซักผ้า หนูยอมรับว่าหนูมีปัญหาเรื่องการซักผ้า แต่หนูรู้ว่าจะต้องทำอะไรอย่างไร หนูอยากให้พ่อเข้าใจ และให้อิสระให้หนูได้ทำอะไรเองบ้าง เพราะหนูโตพอที่จะดูแลตัวเอง และโตพอที่จะรับผิดชอบได้แล้ว หนูอยากให้พ่อให้ความสำคัญกับเรื่องใหญ่ ๆ มากกว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ"
       
       ดังนั้น "ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ พ่อแม่ควรทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้บ้าง" นี่คือสิ่งที่เล็กสรุปให้ฟัง และพอจะทำให้พ่อแม่หลาย ๆ ท่านเห็นคำตอบที่ว่า ทำไมลูกวัยรุ่นถึงไม่ชอบคุยกับพ่อแม่กันได้ชัดขึ้น
       
       สอดรับกับข้อมูลวิชาการของชมรมจิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่นแห่งประเทศไทยที่ระบุถึงสาเหตุในประเด็นเดียวกันนี้ว่า การที่ลูกวัยรุ่นไม่ชอบคุยกับพ่อแม่นั้น เกิดมาจาก
       
       - ชอบเอาเรื่องไปเล่าต่อ
       
       - มีการพูดคุยด้วยการสั่งสอน อบรม ดุว่า หรือโวยวายโดยที่ยังฟังไม่จบ
       
       - ไม่สนใจจริงจังในเนื้อหาที่เขาพูด หรือยึดติดแนวความคิดของผู้ใหญ่เพียงแค่ทำท่ารับฟังไปอย่างนั้น ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำความเข้าใจในเนื้อหาที่ลูกพูดออกมา หรือไม่ยอมที่จะเข้าใจ
       
       - จ้องจับผิด
       
       - ไม่เคยสนใจพูดคุยกันมาก่อน พอมีเรื่องขึ้นมาถึงจะมาพูดคุยซักถาม หรือเพื่อหวังผลประโยชน์
       
       สำหรับสิ่งที่ลูกวัยรุ่นอยากจะได้รับจากพ่อแม่เวลาพูดคุยกันนั้น มีเรื่องหลัก ๆ คือ
       
       - การยอมรับความคิดเห็น ถึงแม้ว่าจะแตกต่างจากผู้ใหญ่
       
       - ให้โอกาสแสดงความเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ด่วนตัดสินว่าผิดหรือถูก
       
       - ให้เกียรติในการคุย เสมอว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง
       
       - ถ้าจะดุหรือว่ากล่าวตักเตือนให้พูดตรง ๆ เฉพาะเรื่องนั้น ไม่ต้องพูดยาว หรือเอาความผิดเก่า ๆมาพูดซ้ำ
       
       - คุยกันในบรรยากาศดี ๆ สบาย ๆ ไม่กดดัน 

      - คุยกันได้หลาย ๆ เรื่องอย่างสนุกสนาน และยอมรับในความแตกต่าง
       
       - เป็นที่ปรึกษาได้ในยามที่ต้องการ
       
       - ใกล้ชิดแต่ไม่วุ่นวาย เจ้ากี้เจ้าการ หรือบีบบังคับ
       
       ชนะใจลูกวัยรุ่น แค่ "รัก" อย่างเดียวไม่พอ
       
       หันมาฟังเสียงของพ่อแม่กันบ้าง เริ่มจาก น้อย (ขอสงวนนามสกุล) คุณแม่ที่เข้ากับลูกได้ดี และเป็นที่รักของลูกวัยรุ่น เปิดใจพูดคุยกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่า เด็กแต่ละวัยล้วนต้องการความรัก และความใส่ใจจากพ่อแม่ แต่พอถึงช่วงวัยที่เขาเริ่มโตเป็นวัยรุ่น พ่อแม่ต้องรู้จักปรับความคิด หรือแนวทางปฏิบัติให้สอดรับกับช่วงวัยของเขาด้วย
       
       "ลูกเล็กก็เลี้ยงอีกแบบ โตขึ้นก็ต้องเลี้ยงแบบ จะมาใช้วิธีการสอนเหมือนเดิมไม่ได้ เช่น ถ้าลูกโตแล้ว จะให้ลูกทำในสิ่งที่เราต้องการ หรือตามใจเราทุกเรื่องมันไม่ได้หรอกนะ แต่เราต้องรู้จักฟังเขา แลกเปลี่ยนกับเขา และให้คำแนะนำเขามากกว่าที่จะสั่ง หรือห้ามโน่นห้ามนี่อยู่ตลอดเวลา" 
       
       เช่นเดียวกับ วงเดือน ขุนทอง คุณแม่ลูกสาม ให้ความเห็นคล้าย ๆ กันว่า พ่อแม่ต้องเข้าใจ และยอมรับความคิดเห็นของลูกวัยรุ่น ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ควรให้โอกาสเขาได้แสดงความคิดเห็น แสดงความรู้สึก และแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่อาจทำผิดพลาดมาก็ต้องชมที่เขากล้าเปิดเผย แต่การจัดการในเรื่องผิดถูกก็ต้องจัดการไปอีกเรื่องหนึ่ง
       
       โลกของวัยรุ่น คือโลกที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ และเข้าให้ถึงด้วยการปรับเปลี่ยนท่าทีให้เหมาะสม อะไรที่เคยใช้ได้ผลในตอนเด็ก ๆ เช่นเคยบังคับ จู้จี้ ขี้บ่น อาจถึงเวลาต้องเก็บใส่กรุได้แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นคุณอาจกลายเป็นพ่อแม่ที่ลูกไม่อยากคุยด้วย และพยายามตีตัวออกห่างไปติดอยู่กับเพื่อนได้ โดยเฉพาะเพื่อนในโลกออนไลน์ที่เรา ๆ ท่าน ๆ เองก็ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยสำหรับลูกหรือไม่


ที่มา  http://www.manager.co.th/