ความในใจที่แสนเจ็บปวดของ "ลูกสีรุ้ง"

Posted on 2018-01-10

ความในใจที่แสนเจ็บปวดของ

      ถึงแม้ในวันนี้สังคมจะอ้าแขนรับความเป็นเพศที่แตกต่าง และมีการพูดถึงความเท่าเทียมด้านเพศกันมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อคติเรื่องเพศจะหมดไปจากสังคมไทย เพราะมีบางกลุ่มที่นอกจากจะไม่ยอมรับแล้ว ยังปิดกั้น รังเกียจ และเหยียดเพศกันอยู่ไม่น้อย 
       
       แต่การเผชิญกับอคติของคนในสังคม คงไม่เจ็บเท่ากับอคติทางเพศของคนเป็นพ่อแม่ที่เสมือนเป็นหนามแหลมแสบสันต์ทิ่มแทงหัวใจลูก เห็นได้จาก "นนท์" เกย์ออกสาววัย 24 ปีที่ค่อย ๆ เปิดบาดแผลในใจผ่านทีมข่าว Life & Family ว่า สิ่งที่เขาเป็น มันเลยจุดที่ต้องการให้พ่อแม่ยอมรับไปแล้ว แต่สิ่งที่อยากขอคือ ความรักในฐานะลูกคนหนึ่งที่อยากให้พ่อรัก และเป็นห่วงเขาเหมือนลูกคนอื่น ๆ บ้าง
       
       "อยากให้พ่อค่อย ๆ เขยิบเข้ามาถามไถ่เราบ้าง ห่วงใยเราบ้าง เรียกเรากินข้าวเหมือนพี่น้องคนอื่น ๆ บ้าง แต่สิ่งที่พ่อทำทุกวันนี้ เหมือนเราไม่ใช่สมาชิกในบ้าน อยู่บ้านก็ต่างคนต่างอยู่ คุยกันบ้างในบางโอกาส ซึ่งผมรู้ว่าพ่อไม่ชอบในสิ่งที่ผมเป็น แต่ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าลูกเป็น รักผมหน่อยได้ไหม คุยกับผมหน่อยได้ไหม ถามผมหน่อยได้ไหมว่าวันนี้ผมเป็นอย่างไร ทำงานเหนื่อยไหม"
       
       คำพูดที่ออกมาจากใจของเกย์รายนี้สะท้อนให้เห็นภาพความรู้สึกที่ไม่ได้เรียกร้องให้พ่อยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น แต่ขอแค่ "ความรัก" และ "ความห่วงใย" ที่ควรมีให้กันบ้าง เท่านี้ก็ทำให้มีความสุขแล้ว
       
       "มีพ่อแม่เข้าใจ อะไร ๆ มันก็ผ่อนคลายไปหมด เวลาจะทำอะไรก็มีความภูมิใจ และมีความมั่นใจในตัวเอง พูดง่าย ๆ คือ เรารู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น" เกย์อีกรายหนึ่งเผยถึงความสุขที่มีพ่อแม่เข้าใจ และค่อย ๆ เปิดรับในสิ่งที่เขาเป็นผิดกับเกย์ีรายแรกที่ต้องเจ็บปวดเพราะท่าทีเย็นชา และถูกหมางเมินจากผู้เป็นพ่อ
       
       ดังนั้น ในความเป็นเพศที่แตกต่าง หากครอบครัวมองข้ามความรู้สึก และทำร้ายซ้ำเติมลูกด้วยคำพูด และการกระทำต่าง ๆ นานา แน่นอนว่า หลายคนเลือกที่เดินออกมา ในขณะที่บางคนอาจกลายเป็นคนก้าวร้าว และร้ายกาจไปเลย เนื่องจากอดกลั้นจนอั้นไว้ไม่อยู่
       
       ทางที่ดี สิ่งที่พ่อแม่ (ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าลูกเป็นแต่ยังยอมรับไม่ได้ หรือยังไม่แน่ใจแต่ก็เริ่มจะดูออก) ควรจะปฏิบัติต่อลูกชาวสีรุ้ง มีอยู่ไม่กี่เรื่อง คือ 
       
       - เลิกแสดงท่าทีเย็นชา แล้วหันมาให้ความรัก และเอาใจใส่ลูกบ้าง อย่างน้อย ๆ ควรมีการพูดคุย ถามไถ่ และแสดงความเป็นห่วงเป็นใยบ้าง ไม่ว่าจะเรื่องเรียน หรือเรื่องงาน นั่นจะทำให้ลูกรู้สึกว่า พ่อกับแม่เห็นความสำคัญในตัวเขา ทำให้มีกำลังใจในการทำสิ่งต่าง ๆ ต่อไป
       
       - เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่เกินขอบเขต เช่น สังเกตเห็นแก้ม หรือปากของลูกชายเริ่มออกสี ไม่ควรใช้คำพูดทำร้ายจิตใจลูกในทันที เช่น "อย่าบอกใครเขานะว่าแกเป็นลูกฉัน" หรือ "อายเขาเหลือเกินที่มีลูกเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว" แต่ควรบอกกล่าวด้วยท่าทีเป็นมิตร หรือถ้าเรื่องไหนมองข้ามได้ก็ควรข้ามไปบ้าง ส่วนวันไหนถ้าลูกเริ่มเยอะ ลองสะกิดบอกคุณแม่ให้ช่วยเตือนลูกก็ได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วแม่จะอ่อนโยนมากกว่าพ่อ ทำให้ง่ายต่อการพูดคุย
       
       - การเลือกคู่ชีวิต เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พ่อแม่ควรปล่อยให้ลูกเป็นคนตัดสินใจ หากไปบังคับ และดึงดันให้ลูกแต่งงานกับคนที่ลูกไม่ได้เลือก หรือไม่ได้รัก ถึงแม้จะไปด้วยกันได้ แต่ก็สร้างความทรมานใจให้แก่ลูกไม่น้อย โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่คงเจ็บกว่าหลายเท่า หากจับได้ภายหลังว่า สามีเป็นเกย์
       
       ประเด็นเรื่องเพศที่สาม เป็นประเด็นอ่อนไหวที่หลาย ๆ บ้านรู้สึกหนักใจ แต่การค่อย ๆ เรียนรู้ และปรับความเข้าใจ คือสิ่งที่จะช่วยลดความเจ็บปวดลงไปได้มาก ถึงแม้จะรับไม่ได้เต็มร้อย แต่ก็ทำให้ชีวิตของลูกพอจะมีความสุขขึ้น



ที่มา  http://www.manager.co.th/