เมื่อลูกสาวไม่รักแม่

Posted on 2018-01-10

เมื่อลูกสาวไม่รักแม่

      ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาว สำหรับบางบ้านเป็นเรื่องที่พูดยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ลูกสาวก้าวเข้าสู่วัยรุ่น จากที่เคยเรียบร้อยน่ารัก ขี้อ้อน พูดคะขากับพ่อแม่ ลูกอาจเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งคบเพื่อนที่แม่ไม่ชอบ ทั้งคุยโทรศัพท์นาน ไม่เก็บห้องให้สะอาดเรียบร้อย เรื่อยไปจนถึงผลการเรียน และเกรดเฉลี่ยที่ไม่ดีเหมือนเคย 


       ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นเองทำให้แม่หลายคนต้องเล่นบทยักษ์ใจร้าย คอยกำกับควบคุม หรือไม่ก็ตั้งกฏขึ้นในบ้านให้ลูก ๆ ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งทั้งหมดก็หวังให้ลูกกลับมาอยู่ในระเบียบเหมือนที่เคยเป็น แต่สำหรับในเด็กที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น การกระทำดังกล่าวกลับยิ่งทำให้ลูกเบื่อ หนักเข้าก็ไม่อยากกลับบ้าน หรืออาจถึงขั้นตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า
       
       "หนูเกลียดแม่ที่สุดเลย"
       
       มีคุณแม่หลายคนต้องน้ำตาตกในเมื่อได้ฟังคำพูดคำนี้จากปากลูก บางคนก็คิดมากจนกระทบไปถึงเรื่องอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีกับตัวคุณแม่เองเลยแม้แต่น้อย แถมยังทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวต้องกังวลไปกับความอึมครึมภายในบ้านอีกด้วย อย่ากระนั้นเลย ลองมาทำสิ่งใหม่ ๆ ให้ตัวเอง รวมถึงใช้เทคนิคใหม่ ๆ ในการจัดการปัญหาความไม่ลงรอยกับลูกสาวกันดีกว่าค่ะ เริ่มจาก
       
       1. ขอให้คุณแม่หันมาสนใจตัวเอง
       
       เมื่อมีเหตุให้ต้องขัดแย้งกับลูกสาว และทำให้ความโกรธของคุณแม่พุ่งสูงปรี๊ด ลองพยายามใจเย็น ๆ แล้วหันไปทำในสิ่งที่ทำให้คุณแม่มีความสุขกันไหมคะ เราเชื่อว่ามีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การนัดเจอเพื่อนสนิทสมัยเรียนแล้วไปหาอาหารอร่อย ๆ รับประทานพร้อม ๆ กับการเมาท์ให้สุดฤทธิ์เหมือนสมัยที่คุณยังโสด หรือไม่ก็ไปออกกำลังกาย เล่นโยคะ ดูหนังสักรอบ ไปสปา ไปร้านหนังสือ ไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยว เข้าวัดทำบุญ หรือนัดคุณพ่อออกไปดินเนอร์กันสองคน ฯลฯ
       
       การที่คุณไม่ปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำแล้วกลายเป็น "คุณแม่ในร่างมืด" มีประโยชน์ในหลายด้าน ตัวคุณแม่เองก็ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องจมอยู่กับความเครียดจากการทะเลาะกับลูก ส่วนลูกก็ได้เห็นวิธีการแก้ปัญหาของแม่ที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หรือไม่สบายใจ ซึ่งในวันหนึ่งที่เขาโตขึ้น เขาอาจหยิบมันไปใช้แก้ปัญหาของตัวเองบ้างก็เป็นได้
       
       2. ยืดหยุ่นให้ลูกบ้าง
       
       การตั้งกฎที่เข้มงวดอาจใช้ได้ในวันที่คุณแม่ต้องการฝึกระเบียบให้ลูกเล็ก แต่วันที่ลูกโต เข้าสู่วัยรุ่นแล้ว คุณแม่อาจต้องปรับความเข้มของกฎภายในบ้านลง รวมถึงอาจต้องยอมรับในแฟชั่นการแต่งกายของลูกวัยรุ่นบ้าง การได้พบกับเพื่อน ๆ ของลูกและสังเกตพฤติกรรมเด็ก ๆ ในกลุ่มก็อาจทำให้คุณแม่เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับลูกของตนเองได้ดีขึ้นเช่นกัน
       
       นอกจากนี้ การเปลี่ยนบทบาทจากแม่มาเป็นเพื่อนของลูกก็ช่วยให้แม่-ลูกเชื่อมโยงถึงกันได้ดีขึ้นในวัยนี้ ซึ่งคุณแม่อาจลองเรียนรู้ในสิ่งที่ลูกสนใจดูบ้าง เช่น ลูกอ่านนิยายรักหวานซึ้ง หรือลูกติดซีรี่ย์เกาหลี - ญี่ปุ่น คนเป็นแม่ก็ลองอ่าน ลองดูตามลูกไปบ้าง จะได้เข้าใจถึงสิ่งที่ลูก ๆ คุยกับเพื่อน หรือลูกชอบแชต เล่นเฟสบุ๊ก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง คุณแม่ก็ลองสมัครดูบ้างจะเป็นไร เท่านี้คุณแม่ก็จะได้ใจลูกวัยรุ่นขึ้นมาอีกเป็นกองค่ะ
       
       3. มีผู้ช่วย
       
       ผู้ช่วยในที่นี้อาจมาจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณหมอที่ครอบครัวสนิทสนม (เช่น กุมารแพทย์ใจดีที่รักษาลูกของคุณมาตั้งแต่เด็ก ๆ) คุณครูที่โรงเรียนลูก ญาติผู้ใหญ่ที่ลูกสาวชอบคุยด้วย หรือเพื่อนสนิทของตัวคุณแม่เอง และจะยิ่งดี หากคนเหล่านี้เป็นที่ยอมรับของลูกสาวคุณ เพราะในช่วงที่ลูกสาว "เกลียดคุณแม่ที่สุด" นี้ เด็กจะพยายามแยกตัวออกห่างจากคุณแม่อยู่แล้ว ท่อความห่วงใยของแม่จึงอาจส่งไม่ถึงลูก ผู้ช่วยจึงต้องเข้ามารับไม้ต่อแทน ด้วยการรับข้อความจากคุณแม่และส่งต่อให้คุณลูก เพื่อที่ในวันที่เด็กพยายามแยกห่าง เธอจะได้ยังมีกรอบ หรือทิศทางให้มุ่งหน้าไป ไม่ใช่เดินดุ่มคนเดียวไร้เงาคนห่วงใย ซึ่งนั่นน่าเป็นห่วงมากในยุคสมัยนี้
       
       4. หาเวลาสนุกร่วมกันบ้าง
       
       ถ้าแม่กับลูกสาวต้องปะทะคารมกันบ่อย ๆ โอกาสที่จะได้ไปเดินช้อปปิ้งซื้อของ ดูทีวี ฯลฯ ร่วมกันคงน้อยลงจนแทบจะหาไม่ได้ เพราะฉะนั้น คุณแม่ต้องพยายาม "สร้าง" เวลาเหล่านี้ขึ้นมาเสียแล้ว และพยายามทำให้เป็นเรื่องปกติ เพื่อที่แม่กับลูกจะได้มีสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน ที่สำคัญ เมื่อมีเวลาร่วมกันแล้ว ก็ยอม ๆ ให้ลูกได้ร่วมตัดสินใจด้วยก็จะดีค่ะ เช่น ลองถามลูกบ้างว่าอยากดูช่องทีวีอะไร ไปซื้อของกันไหม ฯลฯ
       
       ทีมงานเชื่อว่า เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก คนเป็นแม่ทุกคนพร้อมเสมอที่จะเข้าใจ และปรับตัวเพื่อให้ตนเองยังคงเป็น "แม่ที่ดี" ของลูก ๆ อยู่ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด อีกทั้งเราคงเคยเห็นแม่หลายคนแปลงโฉมตัวเองเพื่อจะได้เข้ากับกลุ่มของลูกได้ ยอมรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งที่ใจจริงไม่ชอบ และยอมทำได้ในอีกหลาย ๆ อย่างเพื่อลูก
       
       ดังนั้น สำหรับในส่วนของลูก ๆ เอง หากว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไป การทำใจยอมรับกฎของพ่อแม่บ้างก็คงดีไม่ใช่น้อย เพราะกฎของแม่ที่ตั้งเอาไว้ หากพิจารณาให้ดีแล้ว ทั้งหมดก็เพื่อตัวลูก ๆ เองทั้งสิ้นค่ะ

ที่มา  http://www.manager.co.th/