ยาสเตรอยด์กับสุขภาพตา

Posted on 2018-05-15

ยาสเตรอยด์กับสุขภาพตา

ยาสตีรอยด์กับสุขภาพตา (หมอชาวบ้าน)
โดย พญ.สุนทรี ธิติวิเชียรเลิศ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          ยากลุ่มคอร์ติโคสเตรอยด์หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่ากลุ่มสเตรอยด์ เป็นยาที่สังเคราะห์ขึ้นจากฮอร์โมนชนิดหนึ่งในร่างกาย มีหลายประเภท เช่น เดกซาเมทาโซน เพร็ดนิโซโลน ฟลูออโรเมทาโลน เป็นต้น

          ยาออกฤทธิ์ลดการอักเสบและกดภูมิต้านทานโดยมีผลต่อหลายระบบในร่างกาย จึงถูกนำมาใช้รักษาอาการอักเสบในโรคต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ซึ่งรูปแบบการบริหารยามีทั้งในรูปยากิน ยาฉีด ยาพ่น ยาหยอดและยาป้าย

          ใน ทางจักษุวิทยา นิยมใช้ยากลุ่มสเตรอยด์ในการรักษาการอักเสบในช่วงหน้าลูกตา เยื่อบุตา หรือกระจกตาอักเสบบางประเภท รวมทั้งการอักเสบหลังการผ่าตัด เป็นต้น

          ยากลุ่มนี้มีข้อดีที่ลดการอักเสบได้ในหลายโรค โดยเฉพาะการอักเสบหรืออาการภูมิแพ้ชนิดที่เป็นรุนแรง อย่างไรก็ตาม การใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอาจทำให้มีผลข้างเคียงได้หลายประการ

"ดวงตา" กับผลข้างเคียงจากยาสเตรอยด์

 1. ต้อหิน

          ยากลุ่มสเตรอยด์โดยเฉพาะในรูปยาหยอด หากหยอดต่อเนื่องเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป อาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการระบายน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา ทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้น และทำลายขั้วประสาทตา เกิดต้อหินจากการใช้ยาได้

          ระยะแรกมักไม่มีอาการแสดงใด ต่อมาเมื่อมีอาการมากขึ้นจะค่อย ๆ สูญเสียลานสายตา ตาพร่ามัว จนระยะสุดท้ายเกิดตาบอดได้

          การรักษาในระยะแรก ควรรีบหยุดยาสเตรอยด์ ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยาแล้ว ภายหลังหยุดยาความดันลูกตาอาจลดลงจนปกติได้ แต่ถ้าต้อหินเป็นระยะรุนแรงแล้ว แม้หยุดยา ความดันลูกตาอาจไม่ลดลง อาจพิจารณาให้ยาลดความดันลูกตา เพื่อชะลอการสูญเสียสายตา และตรวจติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

 2. ต้อกระจก

          เกิดได้ทั้งในรูปยาหยอดและยากิน ยาจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเมตาบอลิซึมของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ตาขุ่นขึ้นและเป็นต้อกระจกบางชนิดได้ ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวโดยค่อย ๆ มัวคล้ายหมอกฝ้าบัง และเมื่อเป็นแล้วการหยุดยาสเตรอยด์ มักไม่ทำให้เลนส์ตากลับมาใสเป็นปกติได้

          ถ้าต้อกระจกเป็นมากขึ้นจนมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจต้องพิจารณารักษาโดยการผ่าตัดต้อกระจก

 3. การติดเชื้อของตา

          ยาออกฤทธิ์ลดการอักเสบ แต่ขณะเดียวกันยาก็มีฤทธิ์ลดภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้เพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อบางอย่าง เช่น แบคทีเรีย ไวรัสของลูกตาได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อกลุ่มไวรัสเริม เป็นต้น

 4. ผิวหนังเปลือกตาบางลง

          มักเป็นผลข้างเคียงเฉพาะที่ จากยาหยอดหรือยาป้ายตา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ และเซลล์เม็ดสีที่บริเวณเปลือกตาทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวบางตัวและสีดู จางลง

 5. ผลข้างเคียงอื่นที่พบได้ เช่น หนังตาตก รูม่านตาขยายโตขึ้น

          มักพบในรูปยาหยอด สาเหตุไม่ทราบชัดเจน เชื่อว่ายาสเตรอยด์ไปมีผลต่อเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อยกเปลือกตาและ กล้ามเนื้อหดรูม่านตาให้ทำงานลดลง จึงมีหนังตาตกและรูม่านตาขยายโตขึ้นได้


ใช้ยาสเตรอยด์อย่างปลอดภัย ทำอย่างไร

           1. เมื่อมีอาการผิดปกติทางตา เช่น อาการตาแดง คันเคืองตา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยว่ามีความจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มสเตรอยด์ ก่อน ไม่ควรซื้อยาหยอดที่มีส่วนประกอบของสเตรอยด์มาใช้เอง โดยสามารถสังเกตได้จากฉลากที่เขียนกำกับข้างขวดยา เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาได้โดยไม่รู้ตัว

           2. ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับยาหยอดกลุ่มสเตรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรมาตรวจติดตามพบจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับความถี่ของยา ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ยาที่เหมาะสม

           3. หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดตา ตามัว หรือหยอดยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

          จะ เห็นได้ว่ายากลุ่มสเตรอยด์ ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพตาของเราได้ จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดจากการ ใช้ยาที่ไม่เหมาะสมได้ เพื่อการมีสุขภาพตาที่ดี

 

ข้อมูลจากกระปุกดอทคอม