สัญญาณบอกอาการ 15 โรคฮิต เช็กดูสักนิด ก่อนจิตตก !

Posted on 2018-05-16

สัญญาณบอกอาการ 15 โรคฮิต เช็กดูสักนิด ก่อนจิตตก !

         ปวดหัว ปวดท้อง ปวดหลัง เหนื่อย หอบ ไข้สูง ผื่นขึ้น ผมร่วง เบื่ออาหาร...อาการป่วยพื้นฐานที่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเป็น หากใครมีอาการแบบนี้ไม่นาน กินยาแป๊บ ๆ แล้วหาย ก็คงไม่น่าวิตกอะไร แต่ถ้าป่วยด้วยอาการซ้ำ ๆ เดิม ๆ กินยาหลายวันแล้วก็ยังไม่หาย แถมยังทำท่าจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ก็อดกังวลไม่ได้แล้วว่าขณะนี้มีโรคร้ายอะไรมาเคาะประตูเรียกเราอยู่หรือไม่นะ ชักจะจิตตกซะแล้วสิ !

          โดยเฉพาะ 15 โรคต่อไปนี้ ที่พบผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา บาง โรคถึงไม่ได้รุนแรงถึงชีวิต แต่ก็สร้างความทรมานให้คนป่วยได้มาก เช่น กรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหาร โรคไมเกรน ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายโรครุนแรงที่ส่งสัญญาณอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ออกมาเตือนเราได้รู้เหมือนกัน เช่นเหล่าโรคมะเร็งที่แสนน่าขยาดทั้งหลาย กระปุกดอทคอม จึงขอรวบรวมอาการของ 15 โรคที่คนอยากรู้กันมาก มาบอกให้ฟังกันดัง ๆ ก่อนจะคิดมากกันไปใหญ่ เพราะบางทีสิ่งที่คุณเป็นอาจไม่ใช่อาการของโรคเหล่านี้ก็ได้  


อาการมะเร็งปากมดลูก

          โรคร้ายที่คร่าชีวิตหญิงสาวทั่วโลกเป็นจำนวนมาก อย่าง "มะเร็งปากมดลูก" นี้ หากตรวจพบเร็ว รักษาเร็ว ก็สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งคุณผู้หญิงทั้งหลายต้องจดจำอาการของมะเร็งปากมดลูกไว้บ้าง จะได้สังเกตตัวเอง อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง

          โดยในระยะแรกจะไม่มีอาการอะไรเลย ต่อมาอาจมีอาการตกเลือดทางช่องคลอด ซึ่งพบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80–90 ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก เลือด ที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน มีตกขาวผิดปกติ กลิ่นเหม็น ตกขาวมีลักษณะคล้ายน้ำคาวปลา มีเลือดปน หรือมีเลือดออกเวลามีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน ปวดท้องน้อย หรือปวดบริเวณก้นกบร้าวลงขา ซีด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

          ถ้าเป็นมากและมะเร็งลุกลามออกไปด้านข้าง หรือลุกลามไปที่อุ้งเชิงกรานก็จะมีอาการปวดหลังได้ เพราะไปกดทับเส้นประสาท อาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายปัสสาวะลำบาก หรือมีอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายอุจจาระได้ ในกรณีที่เป็นมาก เมื่อมะเร็งลุกลามไปสู่อวัยวะอื่น ๆ


อาการไข้เลือดออก 

          ไข้ เลือดออก เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน และหน้าหนาว ที่ยุงลายเพาะพันธุ์ได้ง่าย ทำให้คนไทยป่วยเป็นไข้เลือดออกกันมาก และมีผู้เสียชีวิตปีละหลายราย 

          สำหรับอาการของไข้เลือดออกนั้นไม่จำเพาะ อาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น แต่ผู้ใหญ่ที่เป็นไข้เลือดออก อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ หาก ไม่คิดว่าเป็นโรคไข้เลือดออก อาจจะทำให้การรักษาช้า ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิต ทั้งนี้ลักษณะที่สำคัญของไข้เลือดออก มีอาการสำคัญ 4 ประการคือ

           1. ไข้สูงลอย : ไข้ 39-40 มักมีหน้าแดง โดยมากไม่ค่อยมีอาการน้ำมูกไหลหรือไอ เด็กโตอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะ อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน

           2. อาการเลือดออก : เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว

           3. ตับโต 

           4. ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก : มัก จะเกิดช่วงไข้จะลด โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่ายมือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ



อาการโรคหัวใจ

          เชื่อไหมว่า โรคหัวใจ คือโรคร้ายติด 1 ใน 5 ที่คร่าชีวิตคนไทยไปมากที่สุดในแต่ละปี โดยจากการสำรวจข้อมูลล่าสุดในปี 2554 พบว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 ราย โดยพบเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมากที่สุด แบบนี้ต้องมารู้จักอาการโรคหัวใจ เพื่อเตือนภัยตัวเองดัง ๆ หน่อยแล้ว

          โดยหากเป็นโรคหัวใจระยะแรกเริ่ม จะมีอาการบ่งชี้ดังนี้

           เหนื่อยผิดปกติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

           เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอกเวลาที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น ออกกำลังกาย หรือใช้แรงมาก ๆ

           ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจไม่ทัน

           เป็นลมหมดสติง่าย มักจะเกิดในท่ายืนมากกว่านั่ง  เพราะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ

           ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อกดดูแล้วมีรอยบุ๋มตามนิ้วที่กดลงไป

           ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ

 

 อาการโรคกระเพาะอาหาร

          ยอมรับเลยว่าอาการปวดท้องเป็นอาการที่วินิจฉัยโรคได้ยากเอามาก ๆ เพราะปวดท้องทีก็บ่งชี้ได้ตั้งหลายโรค แล้วถ้าเป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือชื่อจริง ๆ ว่า แผลในกระเพาะอาหาร ล่ะ จะมีอาการเด่น ๆ อย่างไรบ้างนะ

          สำหรับโรคแผลในกระเพาะอาหารจะมีอาการชัด ๆ คือ มัก ปวดหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่หรือช่องท้องช่วงบน โดยเฉพาะในช่วงท้องว่าง หรือหิว แต่จะไม่เป็นตลอดวัน บางคนทานอาหารเข้าไปแล้วยิ่งปวดมากขึ้นโดยเฉพาะเวลาทานอาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวที่จะไปกัดกระเพาะมากขึ้นนั่นเอง ต้องทานยาลดกรดจึงจะรู้สึกดีขึ้น

          อย่างไรก็ตาม อาการปวดโรคกระเพาะนี้มักจะเป็น ๆ หาย ๆ อาจหายไปนานหลายเดือนก็กลับมาปวดใหม่ได้อีกครั้ง ขณะที่บางคนปวดแน่นท้องกลางดึก ต้องลุกขึ้นมาจากที่นอน แต่หลายรายกลับไม่มีอาการปวดท้อง มีแค่แน่นท้อง มักเป็นบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือกลางท้อง รอบสะดือ

          อาการ เด่นชัดอีกอย่างคือ มักมีอาการท้องอืดร่วมด้วย มีลมมากในท้อง ต้องเรอหรือผายลมจึงจะดีขึ้น อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยโดยเฉพาะหลังอาหารแต่ละมื้อหรือช่วงเช้ามืด นอกจากนี้ คนเป็นโรคกระเพาะอาจอิ่มอาหารง่ายกว่าปกติ ทำให้กินได้น้อย และน้ำหนักลดลงได้บ้าง 


 อาการความดันโลหิตสูง

          ปกติแล้วผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง มักไม่ปรากฎอาการใด ๆ ให้ทราบ อาจพบอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอก หรือนอนไม่หลับ สูญเสียความจำ สับสน มึนงง ซึ่งล้วนเป็นอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นจึงทำให้คนไม่เอะใจ จึงไม่ได้รับการรักษา และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้


 อาการกรดไหลย้อน

          ใคร ที่ชอบทานอาหารดึก ๆ แล้วนอนทันที คงจะรู้จักกับ "โรคกรดไหลย้อน" เป็นอย่างดีแน่นอน เพราะโรคนี้สร้างความทรมานให้ผู้ป่วยไม่น้อยเลยล่ะ โดยอาการของโรคกรดไหลย้อนจะแบ่งเป็น 2 ระบบ คือ

           1. อาการที่เกิดในหลอดอาหาร จะมีอาการเจ็บคอ กลืนลำบาก รู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในลำคอ แสบลิ้นเรื้อรัง จุกแน่นแถว ๆ หน้าอกคล้ายอาหารไม่ย่อย อาการนี้มักจะเป็นมากขึ้นหลังอาหารมื้อหลัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงาย

          ที่สำคัญคือ จะมีอาการแสบหน้าอก เรอเปรี้ยว รู้สึกเหมือนมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยว หรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ภาวะดังกล่าวนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ ถ้าเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง อาจทำให้หลอดอาหารตีบหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุอาหารได้

           2. อาการนอกหลอดอาหาร จะมีเสียงแหบเรื้อรัง มักมีเสียงแหบตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม ไอเรื้อรัง รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน หรือในบางรายอาจมีอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด หรืออาการเจ็บหน้าอกได้ ดังนั้นหากมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูกโรคกรดไหล ย้อนคุกคาม

          ถามว่าโรคกรดไหลย้อนอันตรายไหม คำตอบคือ ถ้าเป็นกรดไหลย้อนแล้วรีบรักษา หรือทำให้อาการกรดไหลย้อนหายไปก็จะไม่มีอาการอย่างไร แต่หากปล่อยอาการไว้เนิ่นนาน อาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบ เป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารได้ แต่... ความรุนแรงนี้จะมีได้เพียง 1% เท่านั้น


 อาการไมเกรน

          โอ๊ย ! ปวดหัวจริง ๆ อยู่ดี ๆ ก็ปวดหัวตุบ ๆ ที่ขมับข้างเดียว แถมยังปวดนานเสียด้วย แบบนี้จะเป็น "ไมเกรน" หรือเปล่านะ ลองมาสำรวจอาการของโรคไมเกรนกันก่อนเลย

          อาการ ที่โดดเด่นของโรคไมเกรนก็คือ มีอาการปวดตุบ ๆ (ตามจังหวะชีพจร) ที่ขมับข้างเดียว (พบได้ร้อยละ 70-80) หรือ 2 ข้าง (พบได้ร้อยละ 20-30) แต่ ละครั้งจะปวดติดต่อกันนาน 4-72 ชั่วโมง (ในกรณีที่ปวดข้ามคืน ช่วงนอนหลับจะทุเลาชั่วคราว พอตื่นนอนก็จะปวดต่อ) แม้ไม่ได้กินยา เมื่อปวดถึงจังหวะหนึ่งก็จะค่อย ๆ ทุเลาไปได้เอง แต่ถ้ารีบกินยาแก้ปวดเมื่อเริ่มมีอาการกำเริบ ก็จะช่วยให้ทุเลาได้เร็ว

          ผู้ ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้ร่วมกับปวดศีรษะ และมักจะปวดแรงขึ้นเมื่อสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น ได้ยินเสียงดัง เห็นแสงจ้า ฝืนทำงาน เคลื่อนไหวร่างกาย หรือขึ้นลงบันได ผู้ป่วยมักจะหยุดพักและหลบเลี่ยงสิ่งกระตุ้นดังกล่าว เช่น นั่งหรือนอนพักในห้องที่อากาศสบาย ๆ สลัว ๆ เงียบ ๆ ถ้าได้หลับสักตื่นอาการปวดมักจะทุเลา

          ขณะปวดเต็มที่ มักคลำได้หลอดเลือดที่ขมับข้างที่ปวดพองตัว บางครั้งหลังปวดเต็มที่แล้ว อาจมีอาการอาเจียน แล้วการปวดก็จะค่อยทุเลาไป

          บางราย ก่อนปวดอาจมีอาการเตือนก่อน คือ มีอาการทางสายตา (aura) เช่น ตาพร่า ตาลาย เห็นแสงสีรุ้ง เห็นดวงขาว ๆ หรือมองเห็นภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติประมาณ 15-30 นาที นำร่องมาก่อน และจะหายไปเมื่อเริ่มเกิดอาการปวดศีรษะ 


 อาการไทรอยด์

          ต่อมไทรอยด์ แม้จะเป็นต่อมเล็ก ๆ แต่ก็เป็นหนึ่งในต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมการเมตาบอลึซึม อัตราการเต้นของหัวใจ และการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ซึ่งหลายคนมีอาการป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับไทรอยด์ โดยเฉพาะอาการไทรอยด์ทำงานต่ำผิดปกติ  (Hypothyroidism) และอาการต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ (Hyperthyroidism) ซึ่งมีสัญญาณบ่งชี้ด้วยอาการต่อไปนี้

 ไทรอยด์ทำงานต่ำผิดปกติ (Hypothyroidism)

           รู้สึกหดหู่, สมาธิไม่ดี, เหนื่อยอ่อน

           ผมร่วง (โดยเฉพาะหางคิ้ว), ผิวแห้ง

           มีคอเลสเตอรอลสูง

           น้ำหนักเพิ่ม, กล้ามเนื้ออ่อนแอ, เจ็บตามข้อ, บวมน้ำ (โดยเฉพาะที่มือและเท้า), เสียงแหบ, มีความรู้สึกไวต่อความเย็น

           ท้องผูก

           ความรู้สึกทางเพศต่ำ, รอบเดือนมามากผิดปกติ

 ต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ (Hyperthyroidism)

           รู้สึกกังวล, ฉุนเฉียว, นอนไม่หลับ

           เหงื่อออกมากขึ้น

           หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นผิดจังหวะ

           น้ำหนักตัวลด, ตาโปน, ระคายเคืองนัยน์ตา, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, มือ และนิ้วสั่น

           ท้องเสีย, รู้สึกหิวบ่อยขึ้น

            มักจะมีรอบเดือนมาน้อย


 อาการไส้ติ่ง

          เวลาปวดท้องแปล๊บ ๆ ตรงบริเวณต่ำกว่าสะดือทีไร หลายคนมักจะใจคอไม่ดี เพราะกลัวว่าจะเป็น "ไส้ติ่งอักเสบ" อย่างที่รู้กันว่าการเป็นไส้ติ่งอักเสบนั้นอันตรายน่าดู เพราะหากผ่าตัดรักษาไม่ทันก็มีโอกาสเสี่ยงที่ไส้ติ่งจะแตกจนเป็นอันตรายถึง ชีวิตได้ แต่ถ้าใครปวดหัวแล้วก็อย่าเพิ่งจิตตกไป บางทีคุณอาจจะไม่ได้เป็นไส้ติ่งอักเสบก็ได้นะ เพราะคนที่เป็นไส้ติ่งอักเสบ จะมีสัญญาณบอกดังนี้

          อาการ ปวดของไส้ติ่งแบบมาตรฐาน จะเริ่มปวดทั่ว ๆ บอกตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ มักเป็นรอบ ๆ สะดือ อาจเป็นพัก ๆ หรือตลอดเวลาก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักเป็นแบบตลอดเวลา หลังจากนั้นประมาณ 6-10 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ต่ำกว่าสะดือ ปวดตลอดเวลา อาจมีไข้ขึ้น มีเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย 

          อาการปวดแบบมาตรฐาน (classical symptom) จะพบประมาณ 25% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจไม่เป็นแบบนี้ เช่น อาจไม่มีย้ายจุดปวด อาจปวดเป็นพัก ๆ ได้ (กรณีระยะแรก หรือเป็นชนิดที่อยู่หน้าหรือหลังลำไส้เล็ก pre-ileal or post-ileal type) แต่ประเด็นสำคัญคือปวดด้านขวาล่าง ๆ กดเจ็บ เดินตัวงอ มีเบื่ออาหาร มักปวดตลอดเวลา

          อาการเบื่ออาหารเป็นอาการที่สำคัญมาก พบเกือบ 100% ฉะนั้น ถ้าปวดท้องแต่ไม่เบื่ออาหาร กินข้าวได้ดี โอกาสเป็นไส้ติ่งอักเสบแทบจะไม่มี ถ้าไส้ติ่งแตก ไข้จะสูงลอย 40 องศา ปวดทั่วท้องทั้งซ้ายและขวา ท้องจะแข็งเกร็งไปหมด เดินไม่ไหว ต้องนอนนิ่งๆ


 อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

          เวลานั่งรถเดินทางไกลทีไรเป็นต้องปวดปัสสาวะทุกทีสิน่า แต่รถติด ๆ แบบนี้จะไปหาห้องน้ำที่ไหนเข้า สุดท้ายก็เลยต้องอั้นปัสสาวะไว้ รู้ตัวอีกทีก็ทำท่าจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเสียแล้ว ใครที่ชอบอั้นปัสสาวะบ่อย ๆ โดยเฉพาะคุณสาว ๆ ต้องรีบสำรวจตัวเองโดยด่วนว่าคุณเข้าข่ายโรคนี้หรือยัง

          สำหรับ ผู้ที่เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั้นจะมีอาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปวดปัสสาวะบ่อย แต่รู้สึกปัสสาวะออกไม่สุด มักปวดขัด หรือแสบร้อนเวลาปัสสาวะ บางคนอาจปวดท้องน้อยเวลาปัสสาวะด้วย หากสังเกต ปัสสาวะจะมีกลิ่นเหม็น สีใส แต่ปัสสาวะบางคนก็อาจขุ่น หรือมีเลือดปนด้วย ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นหลังอั้นปัสสาวะนาน ๆ หรือหลังร่วมเพศ ในเด็กเล็กอาจเป็นไข้ เบื่ออาหาร และอาเจียนร่วมด้วย

          อย่างไรก็ตาม โรคนี้มักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่บางคนอาจเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นเรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษา เชื้อโรคอาจลุกลามทำให้กลายเป็นโรคกรวยไตอักเสบ หรือไตวายได้ หากผู้ป่วยเป็นผู้ชายและมีอาการรุนแรง เชื้อก็อาจลามเข้าไปทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบได้


 อาการไข้หวัดนก

          ทุก ๆ ปี เราจะได้ยินข่าวไข้หวัดนกระบาดในประเทศแถบเอเชีย ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยด้วย ที่เมื่อหลายปีก่อนก็มีผู้เสียชีวิตจากโรคร้ายนี้เช่นกัน และหลายคนยังไม่ทราบว่าอาการไข้หวัดนกแตกต่างจากอาการหวัดทั่วไป หรือไข้หวัดใหญ่อย่างไร ดังนั้น ใครที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยตาย หรืออยู่ใกล้ผู้ป่วยไข้หวัดนก จดจำไว้เลยนะคะว่า...

          ผู้ ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกจะมีการไข้สูงมากกว่า 38 องศา มีอาการหนาวสั่น ปวดเมื่อยตามข้อ ไอแห้ง ตาแดง มักพบอาการปอดบวมในผู้ป่วยทุกคน ขณะที่ผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจมีอาการรุนแรง หายใจลำบาก หอบ และอาจมีอาการระบบหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเสียชีวิตได้ ส่วนมากมีระยะเวลาป่วย 5-13 วัน และหากติดเชื้อ ไข้หวัดนก แล้วมีโอกาสเสียชีวิตถึงร้อยละ 70-80 ส่วนมากจะเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวในวันที่ 9-10 หลังมีอาการป่วย

 

อาการมะเร็งตับ

          เมื่อหลายปีก่อน "โรคมะเร็งตับ" เป็นโรคมะเร็งอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตคนไทย โดยเฉพาะในเพศชาย มาจนถึงวันนี้ สถิติผู้ป่วย "โรคมะเร็งตับ" ก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้น นั่นเพราะนี่เป็นโรคร้ายที่ไม่ได้แสดงอาการให้เห็นเด่นชัดออกมา กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับก็เข้าขั้นระยะลุกลามแล้ว และที่น่ากลัวก็คือผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับขั้นรุนแรงแล้วมักจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน

          อย่าง ไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มจะเป็นโรคมะเร็งตับ ที่เห็นชัด ๆ ก็คือ จะรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และมีอาการปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวา และอาจคลำพบก้อนที่ชายโครงด้วย ซึ่งหากใครมีอาการลักษณะนี้ขอให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน


อาการมะเร็งปอด

          มะเร็งปอด ใช่ว่าเกิดจากการสูบบุหรี่ หรือรับเอาควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ แม้คุณไม่ได้สูบบุหรี่ เช่น การสูดดมเอาแร่ใยหิน ก๊าซเรดอน เข้าปอด หรือไอระเหยของน้ำมัน เขม่าควันของรถราที่วิ่งอยู่ตามท้องถนน หากสูดดมมาก ๆ เข้า ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสาเหตุส่วนใหญ่กว่า 85% ล้วนเกิดจากควันบุหรี่

          มะเร็ง ปอดก็เหมือนมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยแสดงอาการจนกว่าโรคจะลุกลามไปมากแล้ว มีผู้ป่วยประมาณ 10-15% เท่านั้นที่ตรวจพบมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งมีโอกาสที่จะหายขาดสูง ซึ่งอาการและอาการแสดงต่าง ๆ ของมะเร็งปอดมีดังต่อไปนี้คือ 

           ไอเป็นเวลานาน ไม่ทุเลาเหมือนการไอปกติ แต่กลับเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ

           หายใจเหนื่อยหอบ หายใจสั้น เสียงแหบ

           อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

           ไอ หรือมีเสมหะ ปนเลือด

           เจ็บหน้าอก  หัวไหล่ หลัง และแขนเป็นประจำ (อาจเป็นเพราะก้อนเนื้อเบียดกดอยู่)

           เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

           มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ลำคอ หรือแขน

           โรคปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบบ่อย

          อาการดังกล่าวที่ได้กล่าวมาแล้ว มิใช่อาการของมะเร็งปอดระยะแรก เพราะมะเร็งปอดระยะแรกจริง ๆ มักไม่มีอาการ แพทย์จะตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจเอกซเรย์ปอด จากการตรวจร่างกายประจำปี


อาการโรคไต

          คนที่เพลิดเพลินกับการกินเค็มต้องระวังให้มาก เพราะอีกไม่นาน "โรคไต" อาจเลือกคุณเป็นเหยื่อรายต่อไปก็ได้ รวม ทั้งผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ก็เป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดโรคไตตามมาได้เช่นกัน ใครที่เข้าข่ายต้องสงสัย รีบเช็กอาการเบื้องต้นของโรคไตกันเลย

 มีอาการบวมทั้งตัว 

          ระยะแรกอาจมีเพียงการบวมที่หนังตา และหน้า ต่อมาจะมีการบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง ถ้าบวมไม่มากอาจสังเกตไม่เห็น แต่ทดสอบได้ด้วยการลองใช้นิ้วกดที่หน้าแข้งสักพักแล้วปล่อย หากพบว่ามีรอยบุ๋มอยู่แสดงว่าบวมแน่น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อวินิจฉัยโรค

 เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีด
 
          อาการเหล่านี้จะแสดงออกมาเมื่อไตเริ่มป่วยมากขึ้นแล้ว และยิ่งถ้าใกล้เป็นไตวายเรื้อรังจะเพิ่มอาการซีด คันตามตัว เบื่ออาหาร

 ปวดหลัง ปวดบั้นเอว

          บางคนปวดไปถึงบั้นเอวที่บริเวณชายโครง ร้าวไปถึงท้องน้อย หัวหน่าว และที่อวัยวะเพศ บางคนก็ถึงขั้นปวดกระดูกและข้อ ซึ่งอาจเป็นเพราะมีการอุดตันที่ท่อไต กรวยไตอักเสบ หรือในท่อไตมีถุงน้ำโป่งพองก็ได้ แต่อาการปวดหลังก็สามารถวินิจฉัยได้หลายโรคเช่นกัน จึงต้องตรวจสอบอาการอื่นควบคู่ ๆ ไปด้วย

          ทั้งนี้ หากเรากดหลัง และทุบเบา ๆ แล้วมีอาการเจ็บ อาจแสดงว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง หรือไตอักเสบ ถ้ามีไข้สูงร่วมด้วยอาจเป็นสัญญาณของกรวยไตอักเสบติดเชื้ออย่างเฉียบพลัน

 ปัสสาวะผิดปกติ

           ปัสสาวะเป็นเลือด อาจมีหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการนี้ ทั้งนิ่ว เนื้องอกของทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ อุบัติเหตุกับทางเดินปัสสาวะ หรือเส้นเลือดฝอยของไตอักเสบ แม้แต่มะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือโรคไตเป็นถุงน้ำ ฯลฯ

           ปัสสาวะน้อยลง โดยปกติแล้วหากเราดื่มน้ำมาก ปัสสาวะก็ควรจะมากไปด้วย แต่หากใครปัสสาวะไม่ออกเลย อาจเป็นเพราะทางเดินปัสสาวะถูกอุดกั้น หรือการทำงานของไตเสียไป ลองทดสอบง่าย ๆ ด้วยการดื่มน้ำให้มากขึ้น แล้วสังเกตดูว่าปัสสาวะออกมากขึ้นหรือไม่ หากปัสสาวะยังน้อยอยู่ นั่นแสดงว่าไตเริ่มผิดปกติแล้ว

           ปัสสาวะบ่อย ความถี่ในการปัสสาวะของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการดื่มน้ำ หรือการที่ร่างกายเสียน้ำไปทางอื่น ๆ เช่น เหงื่อ หรืออุจจาระ แต่หากวันดีคืนดี รู้สึกว่าตัวเองปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือตื่นขึ้นมาปัสสาวะในตอนกลางคืนมากกว่า 3-4 ครั้ง อาจต้องสงสัยว่าป่วยเป็นโรคไตก็ได้ เพราะกระเพาะปัสสาวะจะสามารถเก็บน้ำได้ถึง 250 ซี.ซี. แต่ในคนที่เป็นโรคไต ไตจะไม่สามารถหยุดการขับน้ำในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีน้ำออกมามากและปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ จึงมักจะตื่นขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางดึก

           ปัสสาวะเป็นฟองมาก ฟอง สีขาว ๆ ที่เราในปัสสาวะก็คือโปรตีนนั่นเอง ซึ่งก็มีกันทุกคน แต่หากใครมีฟองสีขาว ๆ มากผิดปกติ อาจสงสัยไว้ก่อนว่า เส้นเลือดฝอยในไตอาจอักเสบ ทำให้มีโปรตีนรั่วไหลออกมามากผิดปกติ แต่ถึงกระนั้นก็อย่าเพิ่งฟันธงว่าเป็นโรคไต ต้องดูอาการอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น หากปัสสาวะมีฟองมากแถมยังเป็นเลือด ก็สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นโรคไตก็ได้ ให้รีบไปพบแพทย์ตรวจร่างกายโดยเร็ว

 ความดันโลหิตสูงมาก ๆ 

          การกินอาหารรสเค็ม ๆ มาก ๆ จะทำให้ไตทำงานหนัก และเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าใครที่ไม่เคยมีอาการอะไรมาก่อน แต่พอไปตรวจสุขภาพกลับเจอความดันโลหิตสูงมาก ๆ อาจอนุมานได้ว่า ไตของเรามีความผิดปกติขึ้นแล้ว ควรให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียดเพื่อเช็กว่าเป็นโรคไตด้วยหรือไม่


อาการอาหารเป็นพิษ

          คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อาการปั่นป่วนในช่องท้องที่แสนทรมานแบบนี้ ชวนให้สงสัยจริง ๆ ว่า นี่เป็นอาการของ "อาหารเป็นพิษ" หรือไม่ หากใครรู้ตัวว่าทานอาหารที่ไม่ค่อยถูกสุขลักษณะ หรืออาหารค้างคืนไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ลองมาตรวจสอบอาการของตัวเองกันดูว่านี่คือ "อาหารเป็นพิษ" ใช่หรือไม่

          สำหรับ อาการอาหารเป็นพิษนั้น คนที่เป็นจะรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน ปวดท้อง อาเจียน จนกระทั่งอาจมีอาการปวดศีรษะและปวดเมื่อยตามเนื้อตัวตามมา เกิดจากการทานอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อนเข้าไป บางคนอาจเป็นไข้ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวด้วย แต่ถ้าใครท้องเสียหนัก ๆ ต้องรีบทานน้ำเกลือแร่โดยด่วน เพราะไม่เช่นนั้น อาการอาจจะรุนแรงจนทำให้เชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้น ชัก หมดสติ หรือเสียชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ



          อาการ และโรคต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่ไม่มีใครอยากป่วย เพราะฉะนั้น หมั่นเรียนรู้อาการและตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ ๆ เมื่อมีสัญญาณบางอย่างที่ต้องสงสัย แล้วไปพบแพทย์ตรวจเพื่อความชัวร์ หากป่วยขึ้นมาจะได้รีบรักษาได้ทันท่วงทีไงล่ะ

 

ข้อมูลจากกระปุกดอทคอม