เริม ใคร ๆ ก็เป็นได้! ถึงไม่หายก็ไม่ร้ายขนาดน้าน!!

Posted on 2018-05-16

เริม ใคร ๆ ก็เป็นได้! ถึงไม่หายก็ไม่ร้ายขนาดน้าน!!

เริม ใคร ๆ ก็เป็นได้! ถึงไม่หายก็ไม่ร้ายขนาดน้าน!! (Lisa)

          อย่า เหมารวมว่า ตุ่มหรือผื่นที่ขึ้นมาบนร่างกายจะเป็นอาการแพ้อะไรสักอย่างไปเสียหมด บางทีนั่นอาจเป็นอาการของโรคไม่ร้าย แต่รักษาไม่หายอย่างเริมก็ได้นะ

          "ยังมีคนเป็นโรคนี้อยู่อีกเหรอ?" คือคำถามที่คงป๊อปอัพขึ้นมาในใจของสาว ๆ หลายคนเวลาพูดถึงเริม เพราะดูจะเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง ไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่ และไม่น่าจะมีใครเป็นอีกแล้ว แต่ พญ.อนิตา เครือวิทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท บอกเลยว่าพบผู้ป่วยโรคนี้ทุกวัน!

 โรคเริมคืออะไร?

          เริม คือโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่เมื่อเข้ามาในร่างกาย แล้วจะแบ่งตัว ทำให้ผิวหนังเกิดอาการบวมเป็นตุ่มน้ำและอักเสบ หลังจากนั้นเชื้อจะไปแอบอยู่ในปมประสาท เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอหรือเชื้อถูกกระตุ้นจากปัจจัยแวดล้อม อาจเป็นแสงแดด ความเครียด ประจำเดือน ก็จะกลับมาเป็นซ้ำ

          เชื่อไหมว่าคนส่วนใหญ่ประมาณ 80-90% เคยได้รับเชื้อไวรัสเริมเข้าสู่ร่างกายแล้ว แต่อาจไม่ได้แสดงอาการของโรคในทันทีก็ได้ เพราะขณะที่ได้รับเชื้อเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันยังแข็งแรงอยู่

 จริง ๆ ขึ้นได้ทั่วร่างกายนะ

          ก่อนที่จะมีตุ่มขึ้น คุณหมออนิตา บอกว่าจะเริ่มจากมีอาการนำมาก่อนคือ เจ็บ ๆ ตึง ๆ คัน ๆ ในบริเวณนั้น แล้วภายใน 24 ชั่วโมงต่อมาก็มีตุ่มน้ำพองใส คล้าย ๆ กับเวลาโดนน้ำมันร้อน ๆ กระเด็นใส่ จากนั้นตุ่มก็จะแตกเป็นแผลตื้น ๆ ตกสะเก็ดแล้วก็หายไป บริเวณที่พบอาการติดเชื้อเริมมากที่สุดคือ ริมฝีปาก รองลงมาคือบริเวณอวัยวะเพศ ทำให้มีการจัดว่าเริมเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ที่จริงแล้วตุ่มเริมอาจจะไปขึ้นตามต้นขา ต้นแขน นิ้วมือ หรือตรงไหนของร่างกายก็ได้ทั้งนั้น

          ข้อ สังเกตของเริมก็คือ เวลาเป็นซ้ำจะขึ้นที่เดิมเสมอ เป็น ๆ หาย ๆ อยู่อย่างนั้น เพราะไม่มีวิธีการใดที่จะขับเจ้าเชื้อไวรัสนี้ออกไปจากร่างกายได้ โดยคาดกันว่าเริมที่ริมฝีปากจะมีอัตราการเกิดซ้ำประมาณร้อยละ 20-40 ส่วนเริมที่อวัยวะเพศจะมีอัตราการเกิดซ้ำประมาณร้อยละ 80 ไม่ได้ติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างเดียว

          ถึงอาการที่แสดงออกมาจะเหมือนกันเป๊ะ ๆ และไม่ว่าตุ่มน้ำจะขึ้นตรงไหนเราก็เรียกมันว่าเริมทั้งนั้น แต่ที่จริงแล้วมีเชื้อไวรัสอยู่ 2 ตัวด้วยกันที่ทำให้เกิดอาการนี้ขึ้นได้

          Herpes simplex Virus 1 (HSV-1) ถ้าติดเชื้อนี้แล้วมักจะเกิดอาการของโรคบริเวณปากและผิวหนังเหนือสะดือขึ้น ไป เชื้อตัวนี้จะไม่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ติดต่อได้ทางน้ำลายผ่านการจูบ การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน หรือกินข้าวไม่ใช้ช้อนกลางก็ติดต่อได้

           Herpes simplex Virus 2 (HSV-2) มักจะเกิดบริเวณอวัยวะเพศและติดต่อโดยเพศสัมพันธ์ อาการจะมี 2 แบบคือ ถ้าเป็นครั้งแรก หลังมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อเริม 2-3 วัน อาการจะรุนแรงมาก มีตุ่มน้ำใส ๆ กระจายไปทั่วบริเวณช่องคลอด จนถึงใกล้ทวารหนัก พอตุ่มแตกออก ก็จะปวดแสบปวดร้อน ปัสสาวะเจ็บแสบจนแทบจะร้องไห้ แต่ถ้าเป็นชนิดกลับเป็นซ้ำ อาการมักจะไม่รุนแรง ขึ้นตุ่มใส ๆ เพียงไม่กี่ตุ่ม ไม่ค่อยเจ็บ บางคนรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ เป็นประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็หายไปได้เอง
 

โรคเริมที่ปาก

 

 ระวังตัวกันสักหน่อย

          สาว ๆ อย่าเพิ่งตกใจจนเว่อร์ คุณหมออนิตา บอกว่าระยะติดเชื้อของโรคนี้ก็คือช่วงที่อาการกำเริบเห็นขึ้นเป็นตุ่มน้ำ หรือแตกเป็นแผลแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามองเห็นและชี้ลงไปได้ว่าคนนี้เป็นโรคเริมนะ เราต้องระวังในการสัมผัสกับเขา

          ส่วนเริมที่อวัยวะเพศอาจป้องกันยากสักนิด เพราะคุณอาจติดเชื้อได้ไม่ว่าจะทางตรงจากการร่วมรักกันตามปกติ หรือทางปาก Oral Sex (บางทีเชื้อไวรัสที่ปากกับที่อวัยวะเพศก็อาจสลับกันได้นะ) จึงควรต้องระวังเป็นพิเศษและสังเกตคู่ของคุณดูด้วยว่า บริเวณริมฝีปากและบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์มีแผลหรือไม่ วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดก็คือถุงยาง...จบ!

 เป็นแล้วทำยังไงดี?

          โดยทั่วไปแล้วถ้าอาการไม่รุนแรง โรคเริมสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา แต่การไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการและรับยาต้านไวรัส แม้ไม่ได้ช่วยให้หายขาด แต่ความรุนแรงของโรค ความถี่ และระยะเวลาที่เป็นจะลดลง และการดูแลแผลเริมอย่างถูกวิธีก็จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ลดโอกาสการแพร่กระจายไปยังผู้อื่น

           พยายามซับและดูแลแผลให้แห้งตลอดเวลา ถ้าตุ่มน้ำใสแตกออกมา ให้ทำความสะอาดแผลเริมด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาดก็เพียงพอแล้ว

           ความเครียด การทำงานหนักมากเกินไป นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง ทำให้ติดเชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น หรือถ้าเป็นโรคนี้อยู่แล้ว ก็จะมีอาการโรคแย่ลง ระยะเวลาเป็นโรคนานขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยยิ่งขึ้น

           หากเคยเป็นเริมมาก่อนแล้วเริ่มมีอาการแสบ ๆ คันในบริเวณที่เคยเป็น ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับยามากินก่อนอาการจะแสดงขึ้นมา ตระหนักเสมอว่ากินยาเร็วก็หายเร็ว บางทีกินยาแล้วอาจไม่มีตุ่มขึ้นมาเลยก็ได้นะคะ

           ว่าที่คุณแม่ที่เป็นเริมควรปรึกษาแพทย์ เพื่อดูแลอาการอย่างใกล้ชิด ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลถึงเจ้าตัวน้อยในครรภ์ได้ และโรคนี้ก็มีวิธีป้องกันไม่ให้ติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้นะ


 

โรคเริม


 Did You Know?

          เริมที่อวัยวะเพศ พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในสหรัฐอเมริกา มีผู้คาดการณ์ว่า ในผู้หญิงอายุ 14-49 ปี จำนวน 5 คน จะมีผู้ที่เป็นเริม 1 คน และในขณะที่โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ฝีมะม่วง แผลริมอ่อน ซิฟิลิส ลดลงในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา โรคเริมกลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30

 ติดยาก...แต่ก็ยังติดได้

          มีรายงานพบว่าบางคนเป็นเริมที่นิ้วมือ อาจเกิดจากการจับมือกัน การโหนราวรถเมล์ การจับลูกปิดประตูห้องน้ำสาธารณะ การจับโทรศัพท์สาธารณะ หรือถ้าเข้าห้องน้ำสาธารณะแล้วบริเวณอวัยวะเพศไปสัมผัสกับบริเวณที่มีคนติด เชื้อเคยนั่งอยู่ก็ติดได้เหมือนกัน แม้คุณหมออนิตาจะบอกว่า โอกาส ติดเชื้อในลักษณะนี้น้อยมาก ๆ แต่ถ้าเช็ดบริเวณสาธารณะก่อนจับ ก่อนนั่ง เพื่อป้องกันตัวเองไว้อีกชั้นก็คงไม่เสียหายอะไรมากมายหรอก

 เป็นเริมจะอายไปทำไม

          ถ้าคุณเกิดติดเชื้อเริมขึ้นมาก็อย่าได้เครียด เป็นทุกข์ นั่งร้องไห้จนบ่อน้ำตาแห้ง ไม่กล้าไปหาหมอ การติดโรคติดต่อสักโรคไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรเลย ยิ่งถ้าเป็นแค่เริมที่ปากก็เป็นเรื่องปกติ ใช้ชีวิตชิล ๆ ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าอยู่ในระยะติดเชื้อก็ระวังตัวเองให้มากหน่อยก็พอ

          ลองมองเซเลบฯ คนดังอย่างแบรด พิตต์, เดวิด และ วิกตอเรีย เบ็คแฮม, พาเมลา แอนเดอร์สัน, ปารีส ฮิลตัน, บริตนีย์ สเปียส์, บิล คลินตัน หรือ เคที่ โฮล์มส์ ดูสิ ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเริมที่อวัยวะเพศ แต่ก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างแฮปปี้ อยู่กับโรคนี้ได้อย่างเป็นสุขแล้ว ทำไมคุณจะทำบ้างไม่ได้ล่ะ? ไปหาหมอรักษาและป้องกันไม่ให้ใครติดเชื้อต่อ เชิดหน้าขึ้นแล้วบอกเลยว่าฉันเป็นเริม...แล้วไง?

 

ข้อมูลจากกระปุกดอทคอม