เจาะลึก 4 ไวรัส กลายพันธุ์บุกโลก

Posted on 2018-08-08

เจาะลึก 4 ไวรัส กลายพันธุ์บุกโลก

โดย จับโย้ แซ่เอี๊ยว

          มาดูกันว่า 4 ไวรัสอะไรที่กลายพันธุ์แล้วกำลังคุกคามสุขภาพของคนบนโลกนี้กันบ้าง

โรคติดเชื้อไวรัสฮานตา

          เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันจากเชื้อไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์มาสู่คน อาการเริ่มด้วยการมีไข้เฉียบพลัน ปวดเอว มีเลือดออกตามรูต่าง ๆ ของร่างกาย แต่จะมากน้อยแตกต่างกันไป และมีอาการไตวาย ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจากไวรัสฮานตาพบครั้งแรกในเอเชีย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในระยะความดันเลือดต่ำหรือระยะปัสสาวะน้อย

 แหล่งแพร่พันธุ์เชื้อโรค

          เชื้อโรคเกิดจากสัตว์ฟันแทะนอกบ้านชนิดต่าง ๆ เช่น หนูนำโรค ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคของไวรัสฮานตาในเอเชียได้เป็นอย่างดี โดยคนเป็นแหล่งอาศัยของโรคโดยบังเอิญ (Accidental host) จากการสูดเอาละอองจากสิ่งขับถ่ายของสัตว์ฟันแทะเข้าไป และเคยมีการทดลองพิสูจน์แล้วว่าทำให้ติดเชื้อได้ ทั้งนี้ เชื้อไวรัสพบได้ในปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของสัตว์ฟันแทะที่ติดโรคโดยไม่มีอาการ พบเชื้อโรคได้มากที่สุดในปอด

 ระยะอันตรายของโรค

          อาการของโรคนี้ จะแบ่งเป็น 5 ระยะ คือ ระยะไข้ ระยะความดันเลือดต่ำ ระยะปัสสาวะน้อย ระยะปัสสาวะมาก และระยะฟื้นไข้ อาการเริ่มต้นจากไข้สูงปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ตามด้วยอาการปวดท้องหรือปวดเอวมาก มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และหน้าแดง ระยะไข้มักจะมีอาการตาแดงและมีจุดเลือดออก ระยะนี้จะเป็นอยู่ 3-7 วัน อาการคลื่นไส้ อาเจียนอาจยังคงอยู่ อาจมีเลือดออกมาก และปัสสาวะจะน้อยลงอย่างมาก ต่อมาจะเข้าสู่ช่วงปัสสาวะมาก ในแต่ละวันจะเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ถ้าอาการทุเลาลง หลังจากนี้ร่างกายจะค่อย ๆ ดีขึ้น

 วิธีการรักษา

          แพทย์ต้องดูแลรักษาระบบทางเดินหายใจอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังไม่ให้มีน้ำเกินปริมาณที่ร่างกายจะรับไหว อันจะนำไปสู่ภาวะปอดบวมคั่งน้ำ ต้องให้ยากระตุ้นหัวใจและเพิ่มความดันเลือดแต่เนิ่น ๆ ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะช็อก และให้ออกซิเจนอย่างเต็มที่โดยเฉพาะในรายที่ต้องส่งต่อผู้ป่วย สำหรับยาต้านไวรัสชนิดนี้ชื่อ Ribavirin ยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย ซึ่งจากข้อมูลในปัจจุบันยังไม่พบว่ามีการต้านทานผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้

 ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

           ทำการป้องกันหรือขจัดสัตว์ฟันแทะ ไม่ให้เข้าไปในบ้านเรือนหรือตัวอาคารได้

           เก็บอาหารไว้ในที่สัตว์ฟันแทะเข้าไปกินไม่ได้

           พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เช่น สารฟอกสีที่เจือจาง บริเวณที่มีสัตว์ฟันแทะก่อนทำความสะอาดบ้าน ห้ามใช้วิธีการกวาดหรือดูดฝุ่นบริเวณที่หนูเคยเข้าไป ให้ใช้วิธีถูด้วยผ้าเปียก โดยใช้ผ้าชุบน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

           ดักและกำจัดสัตว์ฟันแทะด้วยวิธีการที่เหมาะสม อย่าใช้วิธีการดักจับตัวเป็น ๆ

           ลดการสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะในป่า รวมทั้งสิ่งขับถ่ายจากสัตว์เหล่านั้น
 

 โรคไข้เหลือง

          เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงจะแยกไม่ออกจากโรคติดเชื้อชนิดอื่น ในรายที่รุนแรงจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะตับวายและไตวายเฉียบพลัน การวินิจฉัยโรคนี้จะแยกจากโรคอื่นค่อนข้างยาก เนื่องจากในระยะแรกจะมีอาการคล้ายโรคมาลาเรียและไทฟอยด์

 แหล่งแพร่พันธุ์เชื้อโรค

          การติดเชื้อเกิดในคนและลิง โดยติดต่อจากคนสู่คน และมียุงเป็นพาหะนำโรค ซึ่งสามารถปล่อยเชื้อโรคผ่านไปยังไข่ที่จะกลายเป็นลูกยุงต่อไป ดังนั้น ยุงจึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์โรคที่แท้จริงของไวรัสไข้เหลือง โดยยุงเหล่านี้มีทั้งยุงบ้านและยุงป่า ซึ่งในอดีตเชื่อว่าการควบคุมโรคนี้ที่ได้ผลคือ การกวาดล้างแหล่งที่อยู่ของยุง แต่เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นผล จำนวนประชากรยุงกลับเพิ่มขึ้น และกลายสายพันธุ์จนเกิดการระบาดของไข้เหลืองมากขึ้น

 ลักษณะอาการที่เด่นชัด

          โรคนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ เริ่มแรก ผู้ป่วยมีอาการไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปวดบริเวณหลัง ปวดศีรษะรุนแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ในขณะที่มีไข้สูงจะพบว่าชีพจรเต้นช้าลงอาการต่าง ๆ ในช่วงแรกนี้จะกินเวลา 3-4 วัน ซึ่งถือว่าเป็นอาการที่เป็นพิษต่อระบบต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

          ต่อมา ระยะที่สอง เรียกว่า ระยะเป็นพิเศษ ผู้ป่วยกลับมีไข้สูงขึ้นมาอีกครั้งภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง หรือที่เรียกว่า "ดีซ่าน" ระยะดีซ่านจะปวดท้อง และอาเจียนอย่างมาก ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการเหลืองเล็กน้อยในระยะแรก และจะเหลืองมากขึ้นในระยะต่อมา มีเลือดออกทางปาก ทางจมูก อาจมีอาเจียนหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ผู้ป่วยมักเสียชีวิตเนื่องจากตับวายและไตวายเฉียบพลัน โดยระยะเป็นพิษประมาณครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตภายใน 10-14 วัน

 การป้องกันรักษา

          เนื่องจากโรคนี้ยังไม่มียารักษาเฉพาะ จะเน้นการรักษาตามอาการและประคับประคองเป็นหลัก ฉะนั้นการป้องกันที่สำคัญที่สุด คือ การฉีดวัคซีน สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่เป็นเขตติดโรคไข้เหลืองนี้ ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง 10 วัน และวัคซีนจะให้ภูมิคุ้มกันโรคได้นาน 10 ปี

          ในประเทศที่ไม่สามารถให้วัคซีนได้ครอบคลุม จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังโรคอย่างใกล้ชิด และดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมาตรการควบคุมยุงลายที่เป็นพาหะของโรค ขณะที่อยู่ในประเทศเขตติดโรคต้องระมัดระวังอย่าให้ยุงลายกัด โดยปกติยุงลายจะออกหากินในเวลากลางวัน ควรนำยาทากันยุงติดตัวไปด้วย

 วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง

           สถานที่ฉีดวัคซีนชนิดนี้คือ กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข

           วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองเป็นชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ภายใน 7 วันหลังฉีด และภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานถึง 10 ปีหรือมากกว่านั้น

           ปัจจุบันทั่วโลกได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองไปแล้วมากกว่า 300 ล้านครั้ง

           สำหรับประเทศในแอฟริกาทั้งหมด 18 ประเทศ ประกาศใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองเป็นนโยบายระดับชาติ


 โรคทูลารีเมีย

          โรคทูลารีเมีย หรือ โรคไข้กระต่าย (Rabbit Fever) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอันตรายสูงโรคหนึ่ง อาการแสดงของโรคมีหลากหลายขึ้นกับชนิดของเชื้อ และช่องทางที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดเชื้อชนิดนี้อยู่ในประเภทเชื้อที่สามารถใช้ เป็นอาวุธชีวภาพกลุ่ม A เนื่องจากสามารถแพร่ติดต่อทางลมหายใจได้ และสายพันธุ์ที่พบในทวีปอเมริกาเหนือเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงมากกว่าทวีปอื่น

 แหล่งแพร่พันธุ์เชื้อโรค

          เชื้อโรคนี้อยู่ในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 100 ชนิด รวมทั้งสัตว์ฟันแทะ เช่น กระต่าย หนู กระรอก กวาง และสามารถติดต่อมายังสัตว์เลี้ยงจำพวกวัว ควาย แกะ และแมวได้ โดยมีเหลือบ เห็บหมัด หรือยุงเป็นแมลงนำโรค

          โรคนี้ติดต่อมายังคนโดยการถูกแมลงนำโรคกัด แมลงนี้ได้ดูดเลือดสัตว์ที่ติดเชื้อนี้มาก่อน หรือติดโดยสัมผัสกับเลือด สารคัดหลั่งของสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายคนทางบาดแผล เยื่อเมือก หรือรอยถลอก ขีดข่วน หรือถูกสัตว์ป่วยกัดโดยตรง นอกจากนั้นการหายใจเอาละอองฝอยเข้าไป และการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้ แต่ยังไม่มีรายงานการติดต่อระหว่างคนสู่คน

 อาการหลังได้รับเชื้อโรค

          เนื่องจากโรคนี้เป็นกลุ่มโรคประเภทระบบทางเดินอาหาร ระบบการหายใจ และระบบการหมุนเวียนเลือด จึงมีลักษณะของโรคที่ขึ้นอยู่กับช่องทางที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย คือ ทางผิวหนัง และทางการหายใจ หากเชื้อเข้าทางผิวหนังจะเกิดบาดแผล ต่อมน้ำเหลืองบวมโตตรงที่รับเชื้อ หากเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจ ผู้ติดเชื้อจะเป็นไข้แบบไทฟอยด์ คือ มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ท้องเสีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และอ่อนเพลีย หากผู้ป่วยมีอาการปอดบวมร่วมด้วยจะเจ็บได้ ซึ่งอัตราการเสียชีวิตของโรคนี้จะมีประมาณร้อยละ 35

          สำหรับการรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อในปริมาณ 30 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรืออาจใช้ยาเจนตาไมซิน ปริมาณ 3-5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันติดต่อกัน 10-14 วัน

 Health Tips

ผู้ชอบเลี้ยงสัตว์ควรระวังเป็นพิเศษ

           หมั่นตรวจว่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้มีเห็บ หมัด ขึ้นตามตัวหรือไม่ และพยายามกำจัดออกโดยใช้หวีหรือแปรงสางออก แล้วทำลายเห็บ หมัด เหล่านั้นด้วยยากำจัดพยาธิภายนอกที่มีความเป็นพิษต่ำ

           ในกระต่ายจะมีไรในผิวหนังซึ่งจะทำให้เกิดผิวหนังอักเสบแดง ต้องตรวจโดยการให้แพทย์ขูดผิวหนัง และนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ และไรในหูซึ่งมองเห็นได้ เมื่อมีจำนวนมากทำให้เกิดเป็นก้อนที่หูพอกขึ้นมา และสัตว์จะเกาหูอย่างรุนแรงเนื่องจากการระคายเคือง ควรหยอดยาและนำไปหาสัตวแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

           หมั่นทำความสะอาดสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยการอาบน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างอ่อนหรือเช็ดตัวสัตว์

           เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งภายหลังสัมผัสตัวสัตว์โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร

           สวมผ้าปิดปากและจมูกขณะที่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ตระกูลนี้ เพื่อป้องกันการหายใจเอาเชื้อเข้าไป


 โรคชิคุณกุนยา (โรคไข้ปวดข้อยุงลาย)

          โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นโรคติดต่อนำโดยแมลง มีรายงานการระบาดครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนียในทวีปแอฟริกา เกิดจากเชื้อไวรัส Alpha virus ติดต่อจากคนสู่คนโดยถูกยุงกัด ในเขตร้อนชื้นมักเกิดจากยุงลายบ้าน ส่วนในเขตอบอุ่นและเขตหนาวมักเกิดจากยุงลายสวน ซึ่งยุงลายทั้ง 2 ชนิดมีนิสัยชอบกัดในเวลากลางวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงบ่าย ยุงลายสวนชอบหากินบริเวณนอกบ้าน แต่ยุงลายบ้านชอบกัดดูดเลือดภายในอาคารบ้านเรือน

 แหล่งแพร่พันธุ์เชื้อโรค

          โรคนี้มียุงลายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ จะพบมากในฤดูฝน เมื่อประชากรยุงเพิ่มขึ้นและมีการติดเชื้อในยุงลายมากขึ้น พบได้ในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งต่างจากไข้เลือดออกและหัดเยอรมันที่ส่วนมากพบในผู้อายุน้อยกว่า 15 ปี เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะยุง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลาย เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุณกุนยาไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไปยังคนที่ถูก กัด ทำให้คนนั้นเกิดการระบาดของโรคได้

 สัญญาณอันตรายของโรค

          ผู้ที่ได้รับเชื้อโรคนี้จะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลัน มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย และอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบว่ามีตาแดง แต่ไม่ค่อยพบจุดเลือดออกในตาขาว ส่วนใหญ่แล้วในเด็กจะมีอาการไม่รุนแรงเท่าในผู้ใหญ่ ในผู้ใหญ่อาการที่เด่นชัดคือ ปวดข้อ โดยเฉพาะที่ข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า พบได้หลาย ๆ ข้อเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ อาการจะหายภายใน 11-12 สัปดาห์ แต่บางรายอาการปวดข้อจะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี

          สำหรับประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงถึงช็อก การหายจากโรคจะขึ้นกับอายุของผู้ป่วย ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยจะหายภายใน 5-15 วัน ผู้ป่วยวัยกลางคนจะหายภายใน 1-2.5 เดือน คือยิ่งอายุมากยิ่งหายจากอาการของโรคช้า ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับความรุนแรงของอาการของโรค

 มาตรการป้องกันและรักษา

          โรคนี้ไม่มีวิธีการรักษาที่จำเพาะเจาะจง แพทย์ใช้การรักษาแบบประคับประคอง เช่น ให้ยาลดอาการใช้ปวดข้อ และการพักผ่อน โดยมีมาตรการป้องกันการระบาดของโรค ดังนี้

           กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงในบ้านและบริเวณรอบบ้าน โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ร่วมกันตามความเหมาะสม เช่น การปกปิดภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด การหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก ๆ 7 วัน หรือการใส่ปลากินลูกน้ำ

           ป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด สำหรับผู้ป่วยโรคชิคุณกุนยาในบ้านต้องให้นอนในมุ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงลายไปกัดและแพร่เชื้อได้ ซึ่งเชื้อโรคนี้จะแพร่ขณะที่มีใช้สูงในระยะ 2-3 วันหลังเริ่มป่วย

           ควรฉีดพ่นยาฆ่าแมลงแบบพ่นหมอกควันหรือพ่นฝอยละอองเป็นประจำทุก 2 เดือน เพื่อช่วยลดความชุกชุมของยุง โดยต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย

           สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อในระยะ 7 วัน หลังมีไข้ ต้องป้องกันเชื้อจากตนเองไปสู่บุคคลอื่น โดยงดเว้นการเดินทางออกนอกพื้นที่ภายในระยะเวลา 7 วัน และป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด เพื่อลดการแพร่เชื้อให้บุคคลอื่นได้ โดยนอนในมุ้งในเวลากลางวันและกลางคืน

 

ข้อมูลจากกระปุกดอทคอม