ผู้สูงอายุใช้แอสไพริน เสี่ยงเกิดโรคที่ทำให้ตาบอด 2 เท่า

Posted on 2018-09-05

ผู้สูงอายุใช้แอสไพริน เสี่ยงเกิดโรคที่ทำให้ตาบอด 2 เท่า

          นักวิจัยชาวออสเตรเลียเผย การใช้ยาแอสไพรินในผู้ป่วยสูงอายุ เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคที่ทำให้ตาบอดอีกเป็นเท่าตัว ด้านผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ชี้ การค้นพบดังกล่าวยังขาดหลักฐาน สนับสนุนให้เปลี่ยนแนวทางการรักษาคนไข้ได้
 
          เป็นที่ทราบกันดีว่าการใช้ยาต่าง ๆ นั้นอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ อย่างเช่นเรื่องราวที่เว็บไซต์เดลิเมล ของอังกฤษ รายงานว่า ดร. เจอราลด์ ลีว์ จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ในออสเตรเลีย ได้ออกมาเผยว่าการใช้ยาแอสไพรินในกลุ่มผู้สูงอายุนั้น จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคตาซึ่งนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นเป็นอีกเท่า ตัว

          โดยจากการศึกษาล่าสุดได้พบว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ยาแอสไพรินกับโรคจอประสาทตาเสื่อม (Age related macular degeneration : AMD) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยสุดของการสูญเสียการมองเห็นในผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การค้นพบดังกล่าวยังขาดหลักฐานที่เพียงพอมาสนับสนุนการแนะนำให้ผู้ป่วยหยุด ใช้ยาแอสไพรินในการรักษา เว้นแต่ผู้ป่วยจะมีปัจจัยเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD) หรือในผู้ที่อาจจะเกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่สูงขึ้นจากการใช้ยาแอสไพรินรักษาในระยะยาว
 
          ขณะ ที่ผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯ อย่าง ดร.แซนเจย์ คอล และ ดร.จอร์จ ไดมอนด์ จากศูนย์การแพทย์ซีดาร์สไซไน แห่งลอสแอนเจลิส ได้แสดงความคิดเห็นว่า ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนแนวทาง การรักษา เพราะจากมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ซึ่งวิจัยยาเพียงอย่างเดียวนั้น ยังขาดหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะเปลี่ยนแปลงการรักษาในชั้นคลินิก
 

          ด้านศาสตราจารย์ ยิท หยาง จากราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ ได้กล่าวว่า "การวิจัยนี้บอกว่าผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่การเป็นโรคจอประสาทตา เสื่อมแบบเปียกนั้นส่วนมากจะเป็นผู้ป่วยที่ใช้ยาแอสไพรินจากปัญหาด้านสุขภาพ อื่น ๆ ซึ่งในกลุ่มผู้ที่ใช้และไม่ใช้แอสไพรินนั้นมีความแตกต่างกันในแง่ของความ เสี่ยงอื่น ๆ ที่จะทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมเปียก เช่น ความดันโลหิต สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด หรือแม้กระทั่งประวัติครอบครัว"
 
          นอก จากนี้ ศาสตราจารย์ ยิท หยาง  ยังเสริมอีกว่า นี่เป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่ชี้ว่าอาจจะมีความเชื่อมโยงที่เป็นสาเหตุโดยตรงของโรค แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะยืนยันเรื่องนี้ในปัจจุบัน แม้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะละเลยไปไม่ได้สำหรับสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจะ เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยาก็ตาม เพราะในขณะนี้มันยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอจากการศึกษาวิจัยที่จะแสดงให้ เห็นว่าควรแนะนำผู้ป่วยให้หยุดการใช้ยาแอสไพริน
 
          ทั้งนี้ โรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก(Wet AMD) มีสาเหตุมาจากจากรั่วซึมของเลือดและของเหลวจากเส้นเลือดภายในดวงตา ทำให้เกิดความผิดปกติที่จุดกลางรับภาพของจอประสาทตา ซึ่งจะนำไปสูการสูญเสียการมองเห็น ส่วนโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD) นั้นจะพบได้มากกว่าและมีผลรุนแรงน้อยกว่า แต่ผู้ป่วยก็ยังคงต้องทรมานกับความบกพร่องด้านการมองเห็น ปัจจุบันพบว่ามีชาวอังกฤษราว 200,000 คนต่อปี ที่ต้องทรมานด้วยโรคจอประสาทตาเสื่อมที่ไม่สามารถทำการรักษาหรือป้องกันล่วง หน้าได้ แม้ว่าการผ่าตัดด้วยเลเซอร์และยาจะสามารถควบคุมความเสียหายที่เกิดจากโรคได้ ก็ตาม
 
          จากรายงาน ของนิตยสารด้านการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ได้มีการเทียบอัตราของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ในผู้ป่วยมากกว่า 2,000 ราย จากกลุ่มผู้ที่ใช้ยาแอสไพรินทั้งแบบปกติและไม่ปกติ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ที่ใช้ยาปกตินั้นจะถูกกำหนดให้ที่ใช้ยาแอสไพรินเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ซึ่งพบว่าในกลุ่มผู้ใช้ยาไม่ปกติ จะมีอัตราการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียกเพิ่มขึ้น จาก 0.8% ใน 5 ปี เป็น 1.6% ใน 10 ปี และกระโดดขึ้นไปเป็น 3.7% ใน 15 ปี 
 
          อย่างไรก็ตาม ในทุกวันนี้มีผู้ป่วยโรคหัวใจนับล้าน ที่ใช้ยาแอสไพรินในปริมาณต่ำทุกวันตามใบสั่งแพทย์ เพื่อป้องกันโรคหัวใจวายและโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน ขณะที่คนอื่น ๆ ซึ่งยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น จะนิยมใช้ยาแอสไพริน เพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพของพวกเขาเอง
 

 

ข้อมูลจากกระปุกดอทคอม