นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่อาจใช้เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ตะปูโบราณ’ และ ‘การตรึงกางเขนของพระเยซู’ ได้

Posted on 2020-10-31

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่อาจใช้เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง...

จากการเปิดเผย นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันว่าพวกเขานั้นพบหลักฐาน ที่สามารถบ่งชี้ได้ว่า ‘ตะปูที่ถูกใช้เพื่อตรึงพระเยซูบนไม้กางเขน’ นั้นเป็นของจริง

 

อ้างอิงจากงานวิจัยทางศาสนาชิ้นล่าสุด มีการกล่าวว่าทีมนักวิจัยนั้นได้ทำการค้นพบ ‘ชิ้นส่วนของตะปู’ ที่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรึงร่างของพระเยซูไว้กับไม้กางเขน เนื่องด้วยการค้นพบร่องรอยของ ‘เศษไม้โบราณ’ และ ‘ชิ้นส่วนของกระดูกมนุษย์’ บนชิ้นส่วนของตะปูดังกล่าว

 

ในเบื้องต้น งานวิจัยทางศาสนาชิ้นนี้นั้นเริ่มต้นขึ้นด้วยการต่อยอดข้อมูลที่ค้นพบ ซึ่งได้รับมาจากการเข้าตรวจค้นภายในสถานที่ฝังศพโบราณของ ‘มหาปุโรหิตแห่งวิหารเยรูซาเล็ม อย่าง ‘คายาฟาส’ (High Priest Caiaphas)’ ที่เริ่มต้นการปฏิบัติภารกิจไปตั้งแต่ในปี 1990 ซึ่งในเหตุผลที่ทำให้มีการตัดสินใจเข้าตรวจค้นหลุมฝังศพของ ‘คายาฟาส’ นั้นเป็นเพราะว่า นักบวชชั้นสูงชาวยิวประจำพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มผู้นี้นั้น เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการ (วางแผน) ฆ่าพระเยซู กล่าวคือ ‘คายาฟาส’ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

 

และในระหว่างการเข้าตรวจค้นสถานที่ฝังศพของ ‘คายาฟาส’ นี้เอง ก็ได้มีการค้นพบ ‘ชิ้นส่วนโบราณ’ บางอย่างซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับตะปู แต่อย่างไรก็ตาม ณ ช่วงเวลานั้น ‘ชิ้นส่วนโบราณ’ ที่ว่านั้นกลับหายไป ซึ่งทางทีมงานที่มีความเกี่ยวข้อง (ในเวลานั้น) เชื่อว่า ‘ชิ้นส่วนของตะปูโบราณ’ ที่ว่านั้นถูกขโมยไป



 

และเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปี ‘ชิ้นส่วนของตะปูโบราณ’ ที่ว่านั้นก็ได้รับการพูดถึงอีกครั้งโดย ‘ซิมชา จาโคโบวิชี’ (Simcha Jacobovici) หรือโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับหนัง นักข่าว และนักเขียนอิสระสัญชาติอิสราเอล-แคนาดา ที่ซึ่งได้กล่าวว่าตัวเขานั้นได้พบกับเข้ากับ ‘ชิ้นส่วนของตะปูโบราณ’ ที่ดูเหมือนกันมาก ๆ นั้นในระหว่างการถ่ายทำสารคดีเรื่อง ‘Nails of the Cross’ เหตุเพราะชิ้นส่วนของตะปูที่ถูกกล่าวถึงนั้นได้ถูกใช้ในการถ่ายทำสารคดีด้วย

 

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายรายได้ทำการวิพากษ์วิจารณ์ ‘ซิมชา จาโคโบวิชี’ อย่างหนักเกี่ยวกับคำพูดนั้นของเขาว่า การกล่าวว่าตัวเองนั้นได้พบเข้ากับ ‘ตะปูที่ถูกใช้เพื่อตรึงพระเยซูบนไม้กางเขน’ นั้นถือเป็นการหมิ่นประมาท เนื่องจากเป็นคำกล่าวอ้างของ ‘ซิมชา จาโคโบวิชี’ นั้นเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย โดยไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยัน  

 

อย่างไรก็ดี ‘ซิมชา จาโคโบวิชี’ ได้ยืนยันว่าลักษณะภายนอกของ ‘ตะปู’ ที่เขาพบนั้นมีความเชื่อมโยงถึงช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์จริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “คราบสนิม และตะกอนที่ติดอยู่กับตะปู นอกจากนี้แล้ว พวกเรายังได้ทำการตรวจสอบ และเก็บภาพถ่ายของตะปูนั้นด้วยกล้องจุลทรรศ์ ซึ่งนั่นทำให้พวกเราได้พบเข้ากับชิ้นส่วนของกระดูกมนุษย์ติดอยู่บนพื้นผิวของตะปูอีกด้วย – ผมเชื่อว่าการค้นพบ ที่อ้างอิงโดยหลักวิทยาศาสตร์นี้ กำลังบอกพวกเราว่า เราได้พบกับตะปูที่ครั้งหนึ่งได้ถูกใช้เพื่อตรึงใครสักคนเอาไว้ ใครสักคนที่มีอิทธิพลมาก ๆ”

 

นอกจากนี้แล้ว ภายหลังที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการเข้าตรวจสอบ ‘ตะปู’ ที่ถูกกล่าวอ้างมาอีกครั้ง ทางทีมนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ยืนยันว่า ‘ตะปู’ ชิ้นนี้นั้นเป็น ‘ชิ้นส่วนของตะปูโบราณ’ ชิ้นเดียวกันกับที่ถูกค้นพบเมื่อในปี 1990 อย่างแน่นอน พร้อมกันนั้น ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังได้ค้นพบหลักฐานอื่น ที่สามารถบ่งชี้ได้ว่า ‘ตะปู’ นี้ได้ถูกตรอกลงบนร่างกายของมนุษย์ (ที่ยังคงมีชีวิต) จริง ๆ อีกด้วย

 

โดย ดร. อาเรียห์ (Aryeh Shimron) หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นผู้ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ ได้อธิบายว่า การค้นพบ และพิสูจน์หลักฐานในครั้งนี้นั้นเกิดขึ้นจาก การนำ ‘ตะปู’ ที่ได้รับการกล่าวอ้างว่าเป็นตะปูที่ถูกใช้เพื่อตรึงร่างของพระเยซูไว้กับไม้กางเขน และ ‘ชิ้นส่วนของตะปูที่ถูกพบภายในกล่องหินปูนเก่า ที่ซึ่งถูกใช้เพื่อบรรจุเถ้ากระดูกของคนตายในยุคโบราณที่คาดว่ามีอายุยาวนานหลายร้อยปีเอาไว้’ (มีการค้นพบเมื่อ 30 ปีก่อน) เข้าด้วยกัน และการเปรียบเทียบที่ว่านั้น ได้ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พบกับข้อสรุปที่ว่า ‘วัตถุจากยุคโบราณทั้ง 2 ชิ้นนั้นเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเดียวกัน’ 



 

ดร. อาเรียห์ ได้อธิบายว่า “สสารที่ก่อตัวเป็นขึ้นถ้ำแต่ละถ้ำนั้นมีความแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมของบริเวณโดยรอบ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งลักษณะของภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศ สภาพ หรือองค์ประกอบของดิน น้ำ และพืชพันธุ์ในบริเวณใกล้เคียง – ดังนั้น ถ้ำแต่ละถ้ำจึงมีลายเซ็นต์ หรือลักษณะทางกายภาพ และเคมีที่มีความเฉพาะเจาะจงเป็นของตัวเอง”

 

ในกรณีนี้ ดร. อาเรียห์ ได้อธิบายเกี่ยวกับ ‘ตะปู’ ที่ถูกค้นพบว่า “เราได้ทำการตรวจสอบ และวิเคราะห์ทั้งคุณสมบัติทางเคมี และกายภาพของทั้ง ‘ตะปูโบราณ (ของพระเยซู)’ และ ‘ตะปูโบราณ (ของคนที่ตายตั้งแต่ในยุคโบราณ)’ อย่างละเอียด และเราก็ได้ค้นพบว่าวัตถุโบราณทั้ง 2 ชิ้นนั้นมีความเหมือนกันทั้งในคุณสมบัติทางเคมี และทางกายภาพ โดยเป็นคุณสมบัติที่สามารถได้พบในวัตุโบราณที่มีอายุยาวนานหลายศตวรรษ” 

 

โดยสรุปแล้ว แม้ความเชื่อทางศาสนา และวิทยาศาสตร์จะมีทั้งความแตกต่าง และสิ่งที่ขัดแย้งกันหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของพื้นฐานความเชื่อที่ถูกกำหนดไว้ในคัมภีร์ไบเบิล และกระบวนการพิสูจน์หลักฐานด้วยหลักวิทยาศาสตร์ แต่ในกรณีนี้ เราสามารถพูดได้อย่าง (ค่อนข้าง) มั่นใจว่า ‘ชิ้นส่วนของตะปูโบราณ’ ที่ว่ามานี้นั้นอาจเป็น หนี่งในตะปูที่ครั้งหนึ่งถูกใช้เพื่อตรึงร่างของพระเยซูไว้กับไม้กางเขนจริง ๆ 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อมูลด้านลักษณะทางเคมี และกายภาพของ ‘ชิ้นส่วนของตะปูโบราณ’ ที่ซึ่งได้รับการพิสูจน์หลักฐานแล้วด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และข้อมูลด้านสถานที่ที่ค้นพบ ‘ชิ้นส่วนของตะปูโบราณ’ ที่ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับการยืนยันโดยนักวิชาการแล้วว่าเป็นสถานที่ฝังศพของบุคคลที่มีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับพระเยซูจริง

 

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว การค้นพบในลักษณะนี้นั้นอาจจำเป็นต้องพึ่งพา ‘หลักความเชื่อส่วนบุคคล’ ซึ่งล้วนมีความแตกต่างกันไป ด้วยเช่นกัน