หญิงสาวรายหนึ่งส่งคืน ‘ศิลปวัตถุ’ ที่เธอแอบขโมยมาจาก ‘ปอมเปอี’ โดยอ้างว่าสิ่งของต้องคำสาปชิ้นนี้นั้น ‘ทำให้เธอเป็นมะเร็ง!’

Posted on 2020-10-31

หญิงสาวรายหนึ่งส่งคืน ‘ศิลปวัตถุ’ ที่เธอแอบขโมยมาจาก ‘ปอมเปอี’ โดยอ้างว่าสิ่ง...

“ได้โปรดรับคืนสิ่งของพวกนี้กลับไป พวกมันคือคำสาปที่นำพาความโชคร้ายมาให้กับฉัน”

 

ชื่อของ ‘ปอมเปอี’ (Pompeii) นั้นเป็นชื่อของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่แทบจะไม่มีใครไม่เคยได้ยิน โดยสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ที่ใครหลาย ๆ คนได้เลือกให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ครั้งหนึ่งในชีวิตนี้จะต้องไปเยือนให้ได้ นี้ตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี่ ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่ท้องเที่ยวแล้ว ‘ปอมเปอี’ นี้ยังเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงอย่างมากเกี่ยวกับ ‘การโจรกรรมวัตถุทางโบราณคดี’ 



 

อ้างอิงจากการรายงานข่าวโดย ‘the Guardian’ ที่ได้รายงานเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอเจนซี่ ที่เป็นตัวแทนให้บริการการท่องเที่ยวภายใน ‘ปอมเปอี’ กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ว่า ในวันหนึ่ง พวกเขาได้รับพัสดุกล่องหนึ่ง ซึ่งบรรจุสิ่งของที่พวกเขาคาดไม่ถึงเอาไว้ภายใน ส่งมาให้กับพวกเขา โดยสิ่งของในกล่องพัสดุกล่องนั้นก็คือ ‘ศิลปวัตถุ’ จำนวนหนึ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นโบราณวัตถุที่ถูกขโมยไปจากเขตพื้นที่ของ ‘ปอมเปอี’ เมื่อครั้งในอดีต ที่มีเหตุภัยพิบัติเกิดขึ้น 

 

นอกจากนี้แล้ว ภายในกล่องพัสดุนั้นยังได้มีการแนบ ‘จดหมายสารภาพผิด’ ที่ถูกบรรจุไว้ร่วมกันกับโบราณวัตถุด้วย โดยข้อความภายในจดหมายนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความรู้สึกผิดของนักท่องเที่ยวรายหนึ่ง ที่ได้ลักลอบแอบนำโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งของเมือง ‘ปอมเปอี’ ออกไปอย่างผิดกฎหมาย เมื่อใน 15 ปีก่อน

 

โดยนักท่องเที่ยวในคราบหัวขโมยรายนี้ได้กล่าวผ่านจดหมายว่า ตัวเธอนั้นเป็นเพียงหญิงสาวชาวแคนาดาธรรมดาคนหนึ่ง พร้อมระบุว่าตัวเองนั้นชื่อ ‘นิโคล’ โดยเธอได้ตัดสินใจส่งคืน ‘ชิ้นส่วนของอ่างกระเบื้องโมเสค และเซรามิก’ ซึ่งทั้งล้วนถูกลักลอบนำออกมาอย่างผิดกฎหมาย เมื่อครั้งในอดีตที่เธอได้มาเยือนเมือง ‘ปอมเปอี’ แห่งนี้

 

ภายในจดหมาย ‘นิโคล’ ยังได้กล่าวชี้แจงถึงเหตุผลเบื้องหลังการขโมยวัตถุทางประวัติศาสตร์เหล่านี้อีกด้วยว่า เป็นเพราะตัวเธอนั้นอยากที่จะได้เป็นเจ้าของประวัติศาสตร์ ในแบบที่ไม่มีใครสามารถครอบครอง หรือเป็นเจ้าของได้ กล่าวคือ ‘นิโคล’ นั้นต้องการที่จะมีในสิ่งที่ ‘ไม่มีใครสามารถมีได้’

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ เธอกลับรู้สึกผิด และเสียใจอย่างมากกับการกระทำของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการลงมือขโมยศิลปวัตถุ ที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์เหล่านี้ พร้อมกันนั้น ‘นิโคล’ ยังได้กล่าวอีกด้วยว่า ศิลปวัตถุเหล่านี้นั้น ‘เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบมากมาย ซึ่งล้วนแต่เชื่อมโยงกับ ‘ปอมเปอี’ ดินแดนแห่งการทำลายล้างนั้น’

 

‘นิโคล’ ได้ระบุต่อว่า เธอเชื่อว่ามันเป็นเพราะศิลปวัตถุเหล่านี้ ที่ทำให้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เธอต้องทุกข์ทรมานกับเรื่องราวความโชคร้ายต่าง ๆ มากมายที่เธอต้องประสบมาโดยตลอด ซึ่งนั่นยังรวมถึงเหตุการณ์การเจ็บป่วยจากโรคมะเร็งเต้านม ที่เธอต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายนั้นถึง 2 ครั้งด้วย

 

“ตอนนี้ฉันมีอายุ 36 ปี และฉันต้องต่อสู่กับโรคมะเร็งเต้านมมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดนั้น มันเลวร้ายจนถึงขนาดว่าฉันต้องเข้ารับการผ่าตัด เพื่อตัดเต้านมของตัวเองออก ถึง 2 ครั้ง” อีกทั้ง “ฉัน และครอบครัวของฉันต้องพบกับปัญหาด้านการเงินมากมายทั้ง ๆ ที่พวกเราเป็นคนดี – ฉันไม่ต้องการส่งต่อคำสาปอันแสนเลวร้ายนี้ให้กับลูก ๆ และสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวของฉัน”

 

โดย ‘นิโคล’ ได้ทิ้งท้ายว่าตัวเธอนั้นได้เรียนรู้จากบทเรียนที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเธอนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากนี้ ตัวเธอ และครอบครัวของเธอนั้น ‘จะได้รับการให้อภัยจากพระเจ้า’

 

อย่างไรก็ดี ในตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ‘นิโคล’ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวเพียงคนเดียวที่มาเยือน ‘ปอมเปอี’ แห่งนี้พร้อมด้วยความคิดการลักขโมยโบราณวัตถุ เหตุเพราะ ‘กล่องพัสดุจากนิโคล’ ไม่ใช่กล่องพัสดุเพียงกล่องเดียวที่ทางเอเจนซี่ได้รับมา โดยก่อนหน้าเรื่องราวของ ‘นิโคล’ เพียงไม่นานนั้น ทางเอเจนซี่ได้รับกล่องพัสดุกล่องหนึ่งที่ถูกส่งตรงมาให้พวกเขาโดยคู่สามี-ภรรยาชาวแคนาดา ซึ่งภายกล่องพัสดุนั้นมี ‘ชุดหินโบราณ’ จำนวนหนึ่ง ที่ถูกขโมยไปจาก ‘ปอมเปอี’ เมื่อในครั้งอดีต บรรจุไว้ พร้อมด้วยจดหมายสารภาพความผิด ที่ระบุไว้ว่า

 

“พวกเราขโมยพวกมันมาโดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวด และความทุกข์ทรมานของดวงวิญญาณของผู้คนที่น่าสงสาร พวกเขาเหล่านั้นต้องพบกับความตายอันน่าสยดสยองจากเหตุการณ์การปะทุของภูเขาไฟวิสุเวียส (Vesuvius) – พวกเราขอโทษจริง ๆ ได้โปรดยกโทษให้กับการกระทำอันแสนเลวร้ายของพวกเราด้วย พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าดวงวิญญาณของพวกเขาจะได้พบกับความสงบสุข”

 

โดยคู่สามี-ภรรยาชาวแคนาดาคู่นี้นั้น ได้ทำการลักลอบขโมยชุดหินออกไปจากเขตพื้นที่ของ ‘ปอมเปอี’ เมื่อในปี 2005 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ ‘นิโคล’ ได้ลงมือชิ้นส่วนกระเบื้องโบราณเช่นเดียวกัน ด้วยเพราะเหตุนั้น ทางเอเจนซี่จึงได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ‘นิโคล’ อาจมีความเกี่ยวข้องกับ ‘คู่สามี-ภรรยาชาวแคนาดา’ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาทิ การเลือกมาท่องเที่ยวใน ‘ปอมเปอี’ ด้วยทริปการเดินทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ทางเอเจนซี่ยังไม่ได้ปักใจเชื่อในข้อสันนิษฐานใด ๆ 

 

ก่อนที่ ‘ปอมเปอี’ แห่งนี้จะกลายมาเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์โลก ครั้งหนึ่ง ‘ปอมเปอี’ เป็นพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้าง เนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักหลังจากประสบกับโศกนาฏกรรม ที่เรียกได้ว่าเลวร้ายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก อย่างเหตุการณ์การระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า ‘วิสุเวียส’ ในปีศริสตศักราชที่ 79 ซึ่งเหตุการณ์ความเลวร้ายในครั้งนั้นส่งผลให้บ้านเรือน และผู้คนมากมาย ที่อาศัยอยู่ในบริเวณรอบ ต้องถูกฝังทั้งเป็นอยู่ภายใต้เถ้าถ่าน และเศษศากภูเขาไฟจำนวนมหาศาล

 

กว่าพันปีมาแล้วที่ร่างของชาวบ้านมากมาย ที่ไม่สามารถหลบหนีออกมาจากเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝันได้ทันเวลา ต้องหลับใหลอยู่ภายใต้เศษซากการทำลายล้างของภูเขาไฟ ก่อนที่จะมีการค้นพบเมืองที่หายสาบสูญนี้อีกครั้งในศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ เนื่องด้วยแผนการก่อสร้างพระราชวังแห่งใหม่ของกษัตริย์บูร์บงแห่งฝรั่งเศส (The Bourbon King of France) 

 

ส่งผลให้มีการขุดพบซากศพที่ถูกฝังทั้งเป็นเป็นจำนวนมากภายในเมือง ‘ปอมเปอี’ แห่งนี้ โดยร่างของผู้คนในอดีตแห่งนี้นั้นล้วนถูกครอกโดยไฟ และเถ้าถ่านที่พวยพุ่งออกมาจากภูเขาไฟ ซึ่งได้ก่อตัวเป็นดั่งเกราะหุ้มร่างของพวกเขาอีกชั้นหนึ่งในเวลาต่อมา แม้ว่าทั้งชั้นผิวหนัง และเนื้อเยื่ออ่อนของเหยื่อในโศกนาฏกรรมในครั้งนี้จะสลายตัวไปตามกาลเวลา แต่เศษซากของสสารที่ก่อตัวเป็นเปลือกแข็ง และห่อหุ้มร่างกายของพวกเขาไว้นั้น ทำให้ร่างของพวกเขาไม่ได้หายไปตามกาลเวลา 

 

และเพราะเหตุนั้นเอง ที่ทำให้ ‘ปอมเปอี’ แห่งนี้เป็นเหมือนกับสถานที่ท่องเที่ยวอันแสนน่ากลัวสำหรับใครหลาย ๆ คน ด้วยเพราะซากศพของเหยื่อจำนวนมากที่ถูกหยุดเวลาไว้ ด้วยการทำให้กลายเป็นดั่งรูปปั้นมนุษย์ในช่วงเวลาสุดท้ายของลมหายใจของพวกเขา



 

อย่างไรก็ดี ในท้ายที่สุดแล้ว ด้วยเพราะต้องการย้ำเตือนเกี่ยวกับเหตุการณ์การลักเล็กขโมยที่เกิดขึ้นว่า ‘เป็นการกระทำที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง’ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการดูแลรักษาโบราณวัตถุของ ‘ปอมเปอี’ จึงได้จัดตั้ง ‘พิพิธภัณฑ์แสดงศิลปวัตถุที่โดนขโมยไป และได้รับกลับคืนมาของ ‘ปอมเปอี’ ขึ้นเป็นการเฉพาะ’ เพื่อตอกย้ำ และเตือนสติบรรดานักท่องเที่ยวที่เคยขโมย หรือคิดจะขโมยสิ่งของใด ๆ ไปจากสถานที่โบราณแห่งนี้

 

สุดท้ายนี้ ‘คำสาปร้ายแห่งปอมเปอี’ คือสิ่งที่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เลยว่า คำบอกเล่านี้คือ ‘วิธีการที่ดีที่สุด’ ที่จะช่วยยับยั้งไม่ได้ให้เกิดการลักขโมยสิ่งของต่าง ๆ ออกไปจากเขตพื้นที่ของโบราณสถานที่สำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์โลกอย่าง ‘ปอมเปอี’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด